ไอบีเอ็ม ไฟว์ อิน ไฟว์ (IBM 5 in 5)

ขอบคุณข้อมูลจากเดลินิวส์

http://www.dailynews.co.th/Content/IT/209836/%E0%B9%84%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%A2+5+%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95

ไอบีเอ็มเผยรายงานประจำปี “ไอบีเอ็ม ไฟว์ อิน ไฟว์ (IBM 5 in 5)” ฉบับล่าสุดที่เผยแพร่ทั่วโลกติดต่อกันมาเป็นปีที่ 8 แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมที่มีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต การทำงาน และการติดต่อสื่อสารของเราในอนาคตอีก 5 ปีข้างหน้า

โดยศึกษาจากแนวโน้มของตลาดและสังคม ประกอบกับความล้ำหน้าของเทคโนโลยีจากห้องปฏิบัติการทั่วโลกของไอบีเอ็ม ซึ่งส่งผลให้นวัตกรรมเกิดขึ้นและใช้งานได้จริง

นางพรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ไอบีเอ็ม ไฟว์ อิน ไฟว์ ในปีนี้เน้นการศึกษาต่อยอดจากแนวคิดที่ว่าในอนาคตทุกสิ่งจะสามารถเรียนรู้ ได้ โดยเชื่อว่าขณะนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ระบบต่าง ๆ มีความสามารถในการเข้าใจ ได้รับการฝึกฝนและสื่อสารกับเราได้ใกล้เคียงกับการสื่อสารของมนุษย์มากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นยังเฉพาะเจาะจงถึงระดับปัจเจกบุคคลมากขึ้นด้วย ซึ่งเบื้องหลังความสามารถเหล่านี้ขับเคลื่อนมาจากการผสมผสานของทั้งคลาวด์ คอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า การวิเคราะห์ผลขั้นสูง ระบบเพื่อสร้างการเรียนรู้ ตลอดจนระบบความปลอดภัยที่เข้มแข็ง

ทั้งนี้ในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้ ไอบีเอ็มคาดว่านวัตกรรมทั้ง 5 ต่อไปนี้ จะมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในระดับปัจเจกบุคคล

โดยนวัตกรรมแรกก็คือ ห้องเรียนจะรู้จักนักเรียน

ในอนาคตอันใกล้นี้ห้องเรียนจะรู้จักนักเรียนแต่ละคนจากข้อมูลประจำตัว ต่าง ๆ เช่น ผลการสอบ การเข้าเรียน และพฤติกรรมการเรียนผ่านอีเลิร์นนิ่ง โดยเมื่อข้อมูลทั้งหลายได้รับการวิเคราะห์เชิงลึก โดยผู้สอนจะสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่านักเรียนคนใดมีปัญหา อะไรคือข้อบกพร่อง  รวมไปถึงเสนอหลักสูตรที่เหมาะสมกับเป้าหมายของนักเรียนแต่ละคนตั้งแต่ระดับ อนุบาลไปจนถึงเข้าทำงาน

นวัตกรรมต่อมาคือ การชอปปิงที่ร้านจะกลับมาชนะการชอปปิงออนไลน์

แม้ว่ายอดการชอปปิงออนไลน์จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในปีที่ผ่านมา แต่ในอนาคตการชอปปิงตามห้างร้านจะกลับมาคึกคักอีกครั้งโดยอาศัยความรวดเร็ว และความใกล้ชิดกับลูกค้าเป็นข้อได้เปรียบ และในอีก 5 ปีข้างหน้าร้านค้าจะใช้เทคโนโลยีที่มีความสามารถในการประมวลผลขั้นสูงจาก ข้อมูลมหาศาลมาช่วยให้ผู้ขายมีความเชี่ยวชาญในสินค้าทุกชิ้นของร้าน

เมื่อประกอบกับข้อมูลพฤติกรรมการซื้อและข้อมูลย้อนหลังต่าง ๆ ที่ถูกประมวลขึ้นมาผ่านอุปกรณ์โมบาย ผู้ขายจะรู้จักลูกค้าทันทีเมื่อลูกค้าก้าวเข้ามาในร้านเสมือนนำประสบการณ์ การชอปปิงออนไลน์มาไว้ในที่ซึ่งลูกค้าสามารถจับต้องสินค้าได้ จึงช่วยขยายประสบการณ์การจับจ่ายของลูกค้าและทำให้ร้านค้าสามารถสนองตอบความ ต้องการของลูกค้าแต่ละบุคคลได้ตรงใจ

นวัตกรรมที่สาม คือ หมอจะใช้ดีเอ็นเอของผู้ป่วยในการรักษา

อย่างเช่น โรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกถึงปีละ 8.1 ล้านคน หากการบำบัดรักษาได้รับการออกแบบให้เหมาะสมจากการวิเคราะห์เชิงลึกถึงดีเอ็น เอ ข้อมูลทางพันธุกรรม รวมถึงการตอบสนองต่อยาของผู้ป่วย จะสร้างความแม่นยำและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามากยิ่งขึ้น

ซึ่งในอีก 5 ปี ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีบิ๊ก ดาต้าและการประมวลผลขั้นสูง คลาวด์คอมพิวติ้ง ผนวกกับการศึกษาทางพันธุกรรม จะช่วยให้หมอวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดมะเร็งและออกแบบการรักษาได้เฉพาะ เจาะจงต่อผู้ป่วยแต่ละคนทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งเทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบคลาวด์-เบสยังจะช่วยให้หมอเข้าถึง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับการรักษาได้อย่างกว้างขวาง

นวัตกรรมที่สี่คือ ผู้คุ้มครองดิจิทัลจะปกป้องคุณในโลกออนไลน์

ทั้งนี้ ในปี ค.ศ. 2012 รวมผู้เสียหายจากมิจฉาชีพในโลกออนไลน์ในอเมริกาเพียงประเทศเดียวมียอดถึง 12 ล้านคน การรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ที่เราเคยใช้ เช่น พาสเวิร์ด โปรแกรมป้องกันไวรัส และไฟร์ วอลล์ จึงอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะวิธีดังกล่าวเป็นการป้องกันการคุกคามที่เรารู้จักมันมาก่อนและสามารถหา หนทางในการป้องกันได้แล้ว

แต่ในอนาคตเราจะมีผู้คุ้มครองดิจิทัลดูแลแต่ละคนเพื่อลดความเสี่ยงในการ ท่องโลกออนไลน์ โดยผู้คุ้มครองดิจิทัลนี้จะใช้เรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของเราทุกบริบท แต่ละสถานการณ์ ในทุกอุปกรณ์การเชื่อมต่อ ดังนั้นมันจะรู้ว่ากิจกรรมใดสมเหตุสมผลและอันใดที่ไม่ใช่ จากนั้นมันให้คำแนะนำกับเราได้ว่าควรทำอย่างไรเมื่อเกิดกิจกรรมที่ไม่น่า ไว้ใจ

และนวัตกรรมที่ห้า เมืองจะตอบสนองความต้องการของผู้อยู่อาศัย

จากการคาดการณ์ว่า ภายในปี  ค.ศ. 2030 คน 80 เปอร์เซ็นต์จะอาศัยในเมืองใหญ่ ในประเทศที่กำลังพัฒนาและในปี  ค.ศ. 2050 ประชากร 7 ใน 10 คน จะเป็นผู้อยู่อาศัยในเมือง เมืองอันชาญฉลาดในอีก 5 ปีข้างหน้าจะรับรู้เหตุการณ์นับล้านที่เกิดขึ้นในเมืองแบบเรียลไทม์ เข้าใจว่าคนต้องการอะไร ชอบหรือไม่พอใจอะไร รวมถึงพวกเขาใช้เส้นทางกันอย่างไร

โดยข้อมูลเหล่านี้ได้มาจากผู้อยู่อาศัยเองจากทั้งอุปกรณ์มือถือและการ ปฏิสัมพันธ์ในโลกโซเชียลต่าง ๆ ดังนั้นผู้นำของเมืองจะตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นว่าเมือง ต้องการอะไร ที่ไหนและเมื่อไร ทำให้การพัฒนาเมืองสนองตอบความต้องการของผู้คนจริง ๆ อีกทั้งยังสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในเมืองและผู้นำอีกด้วย.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s