John Solomon … พรินติ้ง Never Die

VP คนใหม่แห่ง ยักษ์ไอที “Hewlett Packard” ผู้สานเป้าหมายในการผลักดันการเติบโตของเอชพีให้สูงกว่า และเร็วกว่าการเติบโตของตลาด

<!—-> // //

แม้บรรยากาศบ้านเมืองไทยยามนี้จะไม่อยู่ในระดับที่เรียกว่า “วางใจได้” แต่คงไม่ใช่อุปสรรคสำหรับยักษ์ไอทีอย่าง “Hewlett Packard” ซึ่งแม้จะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกลุ่มการพิมพ์ได้ ไม่นาน ทั้งยังเจอแรงเสียดทานอีกหลายแรงบวกไม่ว่าจะวิกฤติเศรษฐกิจ, การตีตื้นของคู่แข่ง และปัจจัยลบที่แถมมาเป็นพิเศษสำหรับตลาดไทย แต่วีพีคนใหม่ก็ยังมั่นใจว่า ไม่ว่าสถานการณ์อย่างไรอุตสาหกรรมเครื่องพิมพ์ก็ยังเติบโต

“ไม่ว่าจะเป็นปีไหนๆ ต่างก็มีความท้าทายที่แตกต่างกันไป แต่ปีที่แล้วอาจจะเป็นปีที่ยากหน่อย เพราะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่สำหรับเอชพีก็ยังดำเนินธุรกิจไปด้วยดี รวมทั้งตลาดไทย ซึ่งเราค่อนข้างเซอร์ไพรส์ว่าแม้จะมีปัจจัยลบด้านการเมืองเข้ามากระทบ แต่ตลาดก็ยังเติบโต เช่น ตลาดการศึกษา ขณะที่เราก็เชื่อว่าไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร แต่ทุกคนก็ยังต้องใช้เครื่องพิมพ์ เพราะจนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่เห็นใครหยุดพิมพ์เพราะเศรษฐกิจไม่ดี” จอห์น โซโลมอน รองประธานอาวุโส กลุ่มธุรกิจภาพและการพิมพ์ ฮิวเลตต์-แพคการ์ด เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น คนล่าสุดของเอชพียืนยัน

เดินหน้าลงทุนสู้วิกฤติ
หลังจากเข้ารับตำแหน่งใหม่ อย่างเป็นทางการเมื่อช่วงต้นปี 2553 ผู้บริหารวัย 46 ปีรายนี้ประกาศเดินหน้านโยบายลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 3 ตลาดหลัก ทั้งจีน, อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมี “ไทย” รวมอยู่ด้วย เพื่อสานเป้าหมายในการผลักดันการเติบโตของเอชพีให้สูงกว่า และเร็วกว่าการเติบโตของตลาด รวมทั้งการพิสูจน์ความเชื่อส่วนตัวของเขาที่ว่า กลุ่มไอพีจีภายใต้การดูแลของเขาจะสามารถเติบโตได้แข็งแกร่งมากกว่าที่ผ่านมา

เขาระบุว่า การลงทุนส่วนใหญ่จะเน้นการเพิ่มบุคลากร ซึ่งปีนี้เอชพีวางแผนเพิ่มการลงทุนในตลาด กลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าจีน และอินเดีย ด้วยเหตุผลที่ว่าอัตราการมีเครื่องคอมพิวเตอร์ (พีซี) ของประชาชนในกลุ่มนี้ยังไม่มากนัก ซึ่งตลาดไทยก็เช่นเดียวกัน โดยจะเน้นลงทุนกับการเพิ่มทีมขาย, การตลาด และช่องทางการจำหน่ายให้มากขึ้น ซึ่งบริษัทยังมียอดขายจากตลาดต่างจังหวัดไม่ดีนัก

“สำหรับไทยเรายังมั่นใจว่าเราจะสามารถโตได้เป็น 2 เท่าของจีดีพี เพราะเป็นตลาดที่เราคิดว่ายังเติบโตได้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นตลาดการศึกษา ตลาดป้ายโฆษณาดิจิทัล การตอบรับกับเทคโนโลยีแนวคิดใหม่อย่างคลาวด์ คอมพิวติ้ง รวมทั้งเรายังเห็นการเติบโตของกลุ่มคนชั้นกลางในไทยที่มีจำนวนมาก ซึ่งก็ยังเห็นคนกลุ่มนี้ซื้อแล็ปทอปเครื่องแรก ตอบรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งก็คือโอกาสในการทำตลาดของเรา” โซโลมอนกล่าว

พร้อมกับเชื่อมั่นว่า “ไทย” ยังเป็น “คีย์ คันทรี” ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเอชพี ซึ่งแม้สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมอย่างหลีก เลี่ยงไม่ได้ แต่สำหรับ “เอชพี” ก็ยังยืนยันถึงการเติบโตที่ยังมีอยู่ รวมทั้งนโยบายการลงทุนในระยะยาวในประเทศไทย ซึ่งปีนี้ก็จะเดินหน้าตามแผนที่วางไว้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

จับมือ “BB” ส่งนวัตกรรมล้ำ
จากประสบการณ์กว่า 13 ปีบนถนนสายเอชพี “โซโลมอน” เชื่อว่าสิ่งที่จะช่วยให้บริษัทบรรลุเป้าหมายได้ต้องประกอบไปด้วยการสร้าง สรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรในสภาวะไม่ปกติ รวมทั้งต้องกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการพิมพ์จากระบบอนาล็อกเป็นดิจิทัล ให้มากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น การจับมือกับ “แบล็คเบอร์รี” สมาร์ทโฟนแบรนด์ดังเพื่อพัฒนาระบบให้ผู้ใช้สามารถสั่งพิมพ์งานจากบีบีแทนพี ซีได้เป็นรายแรกของอุตสาหกรรม (เอชพี อีพริ้นต์ เอ็นเตอร์ไพร์ซ)

นอกจากนี้ยังรวมถึงการเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้ลูกค้า เช่น โซลูชั่นรับประกันการลงทุน “พรินติ้ง เปย์แบ็ค การันตี” สำหรับตลาดในเอเชียแปซิฟิก เพื่อการันตีว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ลูกค้าจ่ายมากับโซลูชั่นของเอชพีนั้น “คุ้มค่าแน่นอน”

อย่างไรก็ตามเขาเชื่อว่า แม้เอชพีจะอยู่ในฐานะผู้นำตลาดพริน ติ้งอยู่แล้ว เป้าหมายของบริษัทในปีนี้ก็คงจะต้องรักษาตำแหน่งดังกล่าวไว้ให้ได้ และเติบโตทิ้งห่างคู่แข่งให้ได้มากขึ้น

ลงสนามทั้งวอลุ่ม-แวลู
โซโลมอนบอกว่า การผลักดันตลาดเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายบริษัทเป็นสิ่งที่ยังต้องดำเนินต่อ โดยยังยึดนโยบายขยายตลาดทั้งกลุ่ม “วอลุ่ม” ซึ่งเน้นสินค้านวัตกรรมและบริการสำหรับองค์กรขนาดย่อม และผู้ใช้เครื่องพิมพ์ตามบ้าน

ขณะเดียวกันก็ยังต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับการขยายตลาดกลุ่ม “แวลู” ซึ่งจะเน้นการพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ขึ้นไปอีก โดยปีนี้จะอยู่ในคอนเซปต์หลัก 3 อย่างคือ “นวัตกรรม (Innovation)”, “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Environmental)” และ “มีทางเลือกให้ลูกค้า (Choice)”

เขายกตัวอย่างเทคโนโลยีและโซลูชั่นไฮไลต์ปีนี้ เช่น แพ็คเกจการพิมพ์แบบรายเดือนที่ออกแบบมาเพื่อเป็นทางเลือกให้เอสเอ็มบีโดย เฉพาะ รวมทั้งการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น ระบบสมาร์ท อินสตอลล์ ที่ผู้ใช้แทบไม่ต้องมีความรู้ไอทีใดๆ เลยก็สามารถใช้เครื่องพิมพ์ได้ง่ายๆ รวมไปถึงการออกแบบเทคโนโลยีเปิด-ปิด เครื่องอัตโนมัติ ซึ่งระบบจะพร้อมพิมพ์ทันทีเมื่อต้องการ และก็จะปิดอัตโนมัติเมื่อไม่ต้องการใช้งาน เพื่อลดการใช้พลังงานและประหยัดค่าไฟ

“รับฟัง” นำทางสู่จุดหมาย
อย่างไรก็ตามแม้วันนี้เอส เอ็มบี 8 ใน 10 รายจะเป็นลูกค้าเครื่องพิมพ์ยี่ห้อ “เอชพี” แล้ว แต่เป้าหมายภายใต้หมวกใบใหม่ก็คือ การผลักดันการเติบโตของบริษัทให้มากกว่าตลาดอยู่เสมอ และทิ้งห่างคู่แข่งให้ได้มากขึ้น ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่า สิ่งที่อุตสาหกรรมจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเอชพีในยุคที่มี “เขา” เป็นผู้นำคือ การเติบโตที่ยิ่งโตได้มากกว่าขึ้นไปอีก

“สิ่งที่จะเปลี่ยนคือ เราอยากเปิดรับไอเดียจากเอชพีในประเทศต่างๆ มากขึ้น เพราะว่าคงไม่มีกลยุทธ์ หรืออะไรที่ One Size Fit All ไปเสียทุกอย่าง ดังนั้นการเปิดใจรับฟังความคิดเห็นจากประเทศต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อนำมาปรับวิธี หรือแนวทางการทำตลาด เราก็ยิ่งเชื่อมั่นว่า ตลาดที่โตอยู่แล้วก็จะยิ่งโตได้มากขึ้นไปอีก” รองประธานคนใหม่ทิ้งท้าย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s