Entries tagged as ‘technology’
ต้องถือเป็นผลพลอยได้อย่างไม่มีใครคาดมาก่อนว่า ตลาดระบบนำทางผ่านดาวเทียมหรือจีพีเอสกำลังจะคึกคัก ตอบรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
โดย ความพยายามที่จะผลักดันให้คนไทยหันมาเที่ยวไทย กำลังจะสัมฤทธิผลในฐานะที่เป็น “ตัวเร่ง” ความต้องการใช้เครื่องนำทาง…สู่จุดหมายปลายทาง แทนการพกพาแผนที่เล่มโต หรือการเที่ยวแบบ “ไปด้วยปาก (ถามทาง)”
เที่ยวทั่วไทยไปด้วยเทคโนฯ
ก่อนหน้านี้ ได้มีการรวมตัวของจีพีเอสแบรนด์ดังของไทย 4 ค่าย นิตยสาร Extreme Technology และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ปั้นโครงการ “จีพีเอส แรลลี่” ที่สร้างบรรยากาศให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นมาก ว่า จีพีเอสช่วยให้การเดินทางเป็นเรื่องง่ายขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
ช่วงเทศกาลหยุดยาวที่ผ่านมา ก็ได้มีโอกาส “ตามรอย” เส้นทางการเดินทางด้วยเครื่องมือไฮเทคกับเขาบ้าง ด้วยการทดลองใช้จีพีเอส เป็นเข็มทิศมุ่งสู่สถานที่ท่องเที่ยว “อันซีน” ชนิดที่ไม่ปรากฏบนหนังสือ หรือเว็บไซต์แนะนำที่ท่องเที่ยวที่ไหนมาก่อน อย่างปางช้างที่มีเจ้าช้างน้อยออกมาเล่นน้ำ และถนนข้าวสาร ฉบับชาวอยุธยาที่เป็นแหล่งเล่นน้ำสงกรานต์ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว และแบ็กแพคเกอร์ทั้งหลายที่บังเอิญแวะผ่านมา
อ้อ..ลืมบอกไปว่า แผนที่บนจีพีเอส เขาจะมีการอัพเดทกันทุกปี ให้สามารถค้นหาสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นถนน ตรอก ซอก ซอย หรือแม้แต่ร้านอาหาร หรือจุดนัดพบสำคัญๆ ทั่วประเทศ ได้ในเวลาชั่วอึดใจ
จีพีเอสมาดใหม่
” ชัยสงค์ ชูฤทธิ์” ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บอกว่า พฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว พึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น หาข้อมูลก่อนการเดินทางจากอินเทอร์เน็ตแทบจะ 100% และการใช้ “จีพีเอส” ก็กำลังจะเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้ง สำหรับนักท่องเที่ยวไทยใน พ.ศ. 2552
เพราะนอกจากการพัฒนาฟังก์ชันบนตัว เครื่องให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น มีแผนที่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ในประเทศแล้ว ราคาเครื่องก็ลดต่ำลงเรื่อยๆ
ว่ากันว่า จีพีเอสที่วางขายในท้องตลาดไทยทุกวันนี้ราคาเฉลี่ยลดลงมาเหลือ 6,000-10,000 บาท
แบบพกพามาเป็นอันดับ 1
อย่าง ไรก็ตาม “ณัฐธนชัย พาสน์เศรษฐี” ผู้บริหารฝ่ายขาย บริษัท อาปิโก ไอทีเอส จำกัด ผู้ผลิตซอฟต์แวร์แผนที่เพาเวอร์ แมพ (Powermap) ยอมรับว่า ตลาดจีพีเอสในประเทศไทยจัดว่ายังเล็กมาก มีผู้ใช้งานคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ต่างกับความต้องการใช้ในไต้หวัน หรือญี่ปุ่นที่สูงถึง 80-90%
แต่การปรับตัวของจีพีเอสที่เริ่มพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น กำลังกระตุ้นให้คนไทยเริ่มสนใจจีพีเอส
“กลุ่ม Portable จะค่อนข้างฮิตกันมากที่สุด เพราะประสิทธิภาพดี แผนที่ชัดเจน และราคาถูก ขณะที่จีพีเอสบน มือถือในบ้านเราถือว่ายังใช้ได้ไม่สะดวก เพราะจอเล็ก หรือตอนกำลังดูแผนที่อยู่ มีโทรศัพท์เข้าพอดี ทำให้คนยิ่งรู้สึกว่ามันไม่เวิร์ค” ณัฐธนชัยว่า
“ธิติพล สัจจพงษ์” ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดีพลัส อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้พัฒนาจีพีเอส แบรนด์ไอฟ็อกซ์ (iFox) ช่วยเสริมด้วยว่า นอกจากแบรนด์ต่างชาติแล้ว ปัจจุบันก็เริ่มมีจีพีเอสแบรนด์ไทยที่ทำราคา และฟังก์ชันออกมาได้ถูกอกถูกใจคนใช้มากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันมีไม่ต่ำกว่า 5 แบรนด์แล้วจากตลาดทั้งหมด 7-8 แบรนด์
นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ ความสามารถของจีพีเอส อาจไปถึงขั้นที่สามารถบอกเส้นทางด้วยเสียง หรือมีระบบติดตามตัวบุคคล ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น เราคงไม่ใช้จีพีเอสเพื่อนำทางอย่างเดียวแล้ว แต่ยังอาจใช้เป็นเครื่องจับกิ๊กเป็นฟังก์ชันเสริม ซึ่งรับรองได้ว่า ยอดขายจีพีเอสกระฉูดแน่นอน…ฟันธง!
หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
Tagged: จีพีเอส, ท่องเที่ยว, เทคโนโลยี, เทศกาล, ไทย, gps, rally, technology
จาก Dailynews.co.thคอลัมน์ทุกอย่าง10บาท : 2เรื่องของ2คน
 |
| โจชัว เพอร์สกี้ แขวนป้ายแซนด์วิชบอร์ด เดินตามถนนในนิวยอร์ก |
|
|
|
หนังสือ พิมพ์นิวยอร์ก โพสต์ ฉบับเมื่อราวสัปดาห์ที่แล้ว ลงเรื่องราวของกระทาชายชาวนิวยอร์กคนหนึ่ง ที่ตกงานมาเป็นเวลาประมาณหนึ่งปีแล้ว และเพิ่งได้งานล่าสุดที่บริษัทบัญชีด้วยอัตราค่าจ้างที่ไม่เปิดเผย แต่ก็สูงพอสมควร
ความน่าสนใจของ โจชัว เพอร์สกี้ อดีตนักการธนาคารวัย 49 ปี ที่ถูกพิษวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เล่นงาน แต่ก็สามารถหางานทำได้อีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่อัตราการว่างงานในสหรัฐ อเมริกา สูงที่สุดในรอบ 26 ปีนี้ อยู่ที่วิธีการหางานของเขา ซึ่งไม่ธรรมดา
หนุ่มใหญ่เพอร์สกี้ ตระเวนสัมภาษณ์งานหลายต่อหลายแห่งอยู่ราว ๆ ครึ่งปี ในช่วงเวลาที่อเมริกันชนกำลังจมดิ่งสู่ความมืดมน จนในที่สุดเขาก็หันมาใช้วิธีการของพ่อค้าเร่.. ด้วยการใส่สูท ผูกไท อย่างเรียบร้อย แล้วก็ทำกระดานบอร์ดขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวเองแขวนคอประกบทั้งด้านหน้าและด้าน หลังเหมือนแซนด์วิช เขียนข้อความบอกว่า “ผู้มีประสบการณ์ จบการศึกษาจาก MIT (Massachusetts Institute of Technology) ต้องการหางานทำ” พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ
เขาตระเวนเดินไปตามถนนสายสำคัญในเกาะแมนฮัตตัน พร้อมกระดานห้อยคอนี้อยู่นานประมาณ 6 เดือน กว่าจะได้งานทำ…!!
สื่อมวลชนในนิวยอร์ก เรียกเพอร์สกี้ว่า “สัญลักษณ์ของการดิ้นรนในวิกฤตการณ์การเงิน” พร้อมทั้งยกย่องว่าเขาเป็นตัวอย่างของคนที่ไม่สิ้นหวัง และพยายามสรรค์หาวิธีการช่วยเหลือตัวเองโดยไม่งอมืองอเท้า รอรับการอุปถัมภ์จากรัฐบาล
ความจริงไม่ใช่เพียงเพราะการแขวนกระดานแซนด์วิชบอร์ดเดินไปตามถนนเท่านั้น ที่ทำให้เขาได้งานใหม่ แต่เพอร์สกี้ได้นำเรื่องราวของเขา พร้อมประวัติการทำงานและคุณวุฒิ ไปลงใน blog ส่วนตัวเพิ่มอีกทางหนึ่งด้วย ก่อนที่นายจ้างใหม่จะสนใจเรียกไปสัมภาษณ์จนตกลงจ้างเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ จัดการอาวุโส..
อ่านเรื่องราวของโจชัว เพอร์สกี้แล้ว ทำให้นึกถึง e-mail ที่ได้รับ forward มา เป็นเรื่องของเด็กขอทานตาบอดคนหนึ่งที่นั่งอยู่ริมถนนพร้อมกระป๋องหนึ่งใบ และป้ายข้อความบอกว่า “โปรดช่วยเหลือคนตาบอด”
ชายคนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้า ก็หย่อนเศษสตางค์ใส่ลงในกระป๋องที่มีเหรียญติดอยู่เพียงไม่กี่เหรียญ แต่ก่อนที่จะเดินจากไป เขาหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบป้ายของเด็กชายตาบอดขึ้นมาเขียนข้อความ ใหม่บางอย่างลงไปแทน แล้วก็วางกลับไว้ที่เดิม
จากนั้นไม่นาน ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างก็หยุดอ่านข้อความบนป้ายและใส่เงินให้เด็กชายจนเต็มกระป๋อง
บ่ายวันนั้น ชายคนเดิมเดินกลับมาใหม่ เด็กตาบอดจำเสียงฝีเท้าได้จึงร้องถามว่า “คุณเป็นคนที่เปลี่ยนข้อความในป้ายของผมใช่ไหม คุณเขียนอะไรลงไปหรือครับ..?”
หนุ่มเจ้าความคิดบอกว่า “ฉันก็บอกไปตามความจริงเหมือนป้ายเดิมของเธอนั่นแหละ แต่ด้วยวิธีการที่ต่างกันนิดหน่อย.. ฉันเขียนว่า.. วันนี้เป็นวันที่สวยงาม แต่ผมไม่สามารถมองเห็นมันได้..”
โจชัว เพอร์สกี้ มีตัวตนจริงและเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องใด ๆ เลยกับเรื่องราวของเด็กชายขอทานตาบอด ที่อาจเป็นเพียงเรื่องในจินตนาการเท่านั้น แต่ทั้งสองเรื่องต่างก็สะท้อนว่า
ในสถานการณ์วิกฤตที่เรากำลังจะต้องเผชิญอย่างมิอาจ หลีกเลี่ยงนี้ ยังมีช่องทางแห่งโอกาสรอให้เราค้นพบ และหากได้พบเห็นคนที่ด้อยโอกาสกว่าเรา ก็โปรดอย่าได้ละเลยที่จะช่วยชี้ช่องทางให้แก่พวกเขาบ้าง.
คุณนายทอม (khunnaitom@gmail.com)
|
http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?ColumnId=67228&NewsType=2&Template=1
หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
Tagged: account, ืnewyork, blog, mit, road, technology
เฮชพีไทยเปิดกลยุทธ์ปีหน้าจับมือพันธมิตรรุกธุรกิจ
:มร. อลัน เซ็ดจีห์
เฮ ชพี ประกาศกลยุทธ์ปีหน้าในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี โซลูชั่น สานต่อแนวคิด Business Technology เน้นการขยายสายผลิตภัณฑ์และการบริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือพันธมิตรทางการค้าขยายธุรกิจ
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : มร. อลัน เซ็ดจีห์ กรรมการผู้จัดการ และผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจ เทคโนโลยี โซลูชั่นส์ กรุ๊ป บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) เปิดเผยถึงกลยุทธ์ทางการตลาดของกลุ่มธุรกิจทีเอสจีปี 2552 ว่า กลุ่มธุรกิจทีเอสจีจะสานต่อแนวคิด Business Technology หรือ BT ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญทางไอทีที่จะช่วยสร้างความ สำเร็จทางธุรกิจ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้า ในการช่วยบริหารจัดการต่อความเสี่ยงของธุรกิจ เอชพีเข้าใจว่าเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงตัวช่วยในการสนับสนุนและลดความ เสี่ยงของธุรกิจเท่านั้น แต่เทคโนโลยียังสามารถช่วยขับเคลื่อนและสร้างความเติบโตทางธุรกิจได้
“ด้วย แนวคิด BT สามารถช่วยซีไอโอในด้านการพิจารณาและประเมินการลงทุนขององค์กรเพื่อสร้าง ผลลัพธ์ทางธุรกิจ ครอบคลุมด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง การเพิ่มการเติบโต และการลดต้นทุน โดยเอชพีได้นำเสนอโซลูชั่นและการบริการภายใต้แนวคิด BT ประกอบด้วย Adaptive Infrastructure, Business Technology Optimisation และ Business Information Optimisation ซึ่งสามารถช่วยลูกค้าในแง่มุมดังที่ได้กล่าวไว้ เพื่อผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีที่สุด” มร. เซ็ดจีห์ กล่าวเพิ่มเติม
รูปแบบการดำเนินธุรกิจที่สำคัญของเอ ชพี คือ การร่วมมือกับพันธมิตรทางการค้า เอชพีจะผสานความร่วมมือกับพันธมิตรทางการค้าให้แนบแน่นยิ่งขึ้น
“เราให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์อัน ดีระหว่างพันธมิตรทางการค้าในทุกกลุ่ม อาทิ พันธมิตรในกลุ่ม Alliance ประกอบด้วย SAP, Oracle และ BEA พันธมิตรด้านเทคโนโลยี ประกอบด้วย Intel, AMD และ Microsoft คู่ค้าที่เจาะกลุ่มลูกค้าองค์กร รวมทั้ง VAR และ SI เพื่อการรักษาตำแหน่งความเป็นผู้นำของเอชพี ซึ่งการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางการค้า ทำให้เราสามารถทำงานประสานร่วมกันได้มากยิ่งขึ้นเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ แก่ลูกค้าของเรา”
โดยจะเปิดตลาดทั้งกลุ่มองค์กรธุรกิจ ธุรกิจขนาดกลางและเล็ก รวมถึงในส่วนของภาครัฐ ซึ่งในปีนี้ เอชพีเล็งเห็นถึงโอกาสทางการตลาดในการขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มพอร์ท โฟลิโอที่มีส่วนต่างค่อนข้างสูง อาทิ ซอฟต์แวร์ สตอเรจ และการบริการของหน่วยธุรกิจ TS
สำหรับผลประกอบการในไตรมาสที่สี่ซึ่ง เป็นไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2551 โดยมีรายได้สุทธิที่ 33.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นมาจากไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 19 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เมื่อปรับตัวเลขตามกระแสค่าเงิน ส่วนอัตราการเติบโตของรายได้สุทธิประจำปีซึ่งไม่รวมรายได้ของอีดีเอส เพิ่มขึ้นมาจากไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมาร้อยละ 5 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 เมื่อปรับตัวเลขตามกระแสค่าเงิน
รายได้สุทธิสำหรับตลอดปีงบประมาณ 2551 มีมูลค่ารวม 118.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแสดงถึงการเติบโตร้อยละ 13 หรือร้อยละ 8 เมื่อมีการปรับตามกระแสค่าเงิน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนผลกำไรจากการดำเนินงานตาม GAAP มีมูลค่า 10.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ และผลรายได้ต่อหุ้นปรับลด (diluted EPS) ตาม GAAP อยู่ที่ 3.25 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 2.68 เหรียญสหรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา
ส่วนผลกำไรจากการดำเนินงานตาม Non-GAAP มีมูลค่ารวม 11.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ และผลรายได้ต่อหุ้นปรับลดตาม Non-GAAP อยู่ที่ 3.62 เหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงขึ้นจาก 2.93 เหรียญสหรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา
สำหรับข้อมูลทางการเงินแบบ Non-GAAP ไม่รวมมูลค่าที่ปรับหลังการหักภาษีจำนวน 973 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 0.37 เหรียญสหรัฐต่อหุ้นปรับลด ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากบัญชีตัดจำหน่ายของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ได้ซื้อมา, ค่าใช้จ่ายในการปรับรื้อโครงสร้าง, ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าซื้อกิจการ และค่าใช้จ่ายในโครงการวิจัยและการพัฒนาที่กำลังดำเนินการ
“แม้สถานการณ์ด้านเศรษฐกิจในปัจจุบัน ยังคงมีความผันผวน แต่เอชพีก็ยังสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางธุรกิจในปีที่ผ่านมาได้อย่าง ดีเยี่ยม โดยสามารถรักษาระดับความเติบโตไว้ได้เป็นอย่างดี อันเป็นผลจากการเสริมทัพพอร์ทโฟลิโอของสายผลิตภัณฑ์และการให้บริการที่มอบโซ ลูชั่นแบบ end-to-end ให้แก่ลูกค้าพร้อมด้วยโครงสร้างการปฏิบัติงานที่แข่งแกร่ง เน้นการใช้กลยุทธ์ด้านต้นทุน ให้ความสำคัญกับบุคลากร ในการเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจให้แก่เอชพี เพื่อบรรลุเป้าหมายในการเติบโตทางธุรกิจที่ต่อเนื่อง”
หมวดหมู่: ้hp
Tagged: bea, business, hp, information, oracle, technology
:
คนมันคิดจะโกงซะอย่าง มันก็หาวิธี และเครื่องมือล้วงข้อมูลลับของคนอื่นจนได้น่า
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : เพียงแค่พิมพ์งาน เล่นเน็ต หรือเล่นเกม คุณก็เสี่ยงถูกล้วงความลับเสียแล้ว เมื่อนักวิจัยจากสวิสเซอร์แลนด์ พบว่า อาชญากรออนไลน์เริ่มหาทางขโมยข้อมูลส่วนตัวได้โดยไม่ต้องถอดอะไรให้วุ่นวาย แค่มีเครื่องจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเมื่อแป้นคอมพิวเตอร์ถูกเคาะก็ล้วงรหัส ลับบัตรเครดิต หรือพาสเวิร์ดได้แล้ว
มาร์ติน โวน็อกซ์ และซิลเวน ปาซินี่ นักศึกษาปริญญาเอกจากห้องปฏิบัติการรหัสและความปลอดภัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งโลซาน สหพันธรัฐสวิส ทำการทดสอบแป้นพิมพ์ที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกัน 11 แบบ รวมถึงแป้นพิมพ์ของโน๊ตบุ๊ก โดยใช้โปรแกรมเจาะระบบข้อมูลที่พัฒนาขึ้นเอง 4 แบบ และพบว่า แป้นพิมพ์ทุกแบบเสี่ยงที่จะถูกเจาะข้อมูล ด้วยโดยโปรแกรมที่เขาคิดขึ้นอย่างน้อย 1 โปรแกรม ซึ่งหนึ่งใน 4 โปรแกรมสามารถล้วงข้อมูลได้ไกลถึง 20 เมตร
ในการทดสอบ นักวิจัยใช้เสาอากาศรับคลื่นวิทยุจับรังสีคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าแผ่ออกมาเมื่อแป้นพิมพ์ถูกกด
“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การเจาะระบบที่เราทำขึ้นนั้น สามารถพิสูจน์ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง” นักศึกษาปริญญา เอกกล่าว
อย่างไรก็ดี รายละเอียดงานวิจัยในครั้งนี้ยังมีให้เห็นน้อย เนื่องจากการทดสอบยังคงทำโดยการเชื่อมต่อแป้นพิมพ์กับโน๊ตบุ๊คที่ใช้พลังงาน จาก แบตเตอรี่ และไม่ได้ทดสอบเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์พีซีหรือการต่อเข้ากับจอแอลซีดี ซึ่งอาจจะทำให้ประสิทธิภาพในการจับคลื่นสัญญาณลดลง
http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/26/news_306347.php
หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
Tagged: computer, enter, hack, keyboard, notebook, pc, safe, technology
:
จีนออกอาการ’รมณ์เสีย หลังยักษ์ซอฟต์แวร์เดินเครื่องปราบซอฟต์แวร์ผี งัดกลยุทธ์ก่อกวนเครื่อง-จอดำ กระตุ้นใช้งานของจริง
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล รายงานว่า ไมโครซอฟท์ กำลังดำเนินการตามกลยุทธ์ปราบซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ โดยการส่งโปรแกรมอัพเดทไปยังผู้ใช้คอมพิวเตอร์นับล้านเครื่อง ซึ่งจะมีผลให้หน้าจอเครื่องดำ และก่อกวนผู้ใช้ให้หันมาใช้โปรแกรมวินโดว์สถูกกฎหมาย
ทั้งนี้ แม้จะไม่ได้ขัดขวางการใช้งานเครื่อง แต่โปรแกรมดังกล่าวก็กวนประสาทผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในจีน โดยจะเข้าไปเปลี่ยนหน้าจอที่มีการใช้งานอยู่ให้เป็นสีดำทุกๆ ชั่วโมง
แผนดังกล่าว เป็นความพยายามส่วนหนึ่งของผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายใหญ่ ในการปราบปรามซอฟต์แวร์เถื่อนทั่วโลก โดยจะส่งโปรแกรมอัพเดทอัตโนมัติไปยังผู้ใช้ระบบปฏิบัติการเอ็กซ์พี ที่เลือกออปชั่นรับซอฟต์แวร์อัพเดทผ่านเวบไซต์
นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ ยังใช้แผนกระตุ้นผ่านโปรโมชั่นเป็นครั้งคราวในจีน โดยเดือนนี้ (ต.ค.) บริษัทได้จัดโปรโมชั่นลดค่าไลเซ่นโปรแกรมออฟฟิศ สำหรับนักเรียนและการใช้งานในบ้านจาก 102 ดอลลาร์ เหลือต่ำกว่า 30 ดอลลาร์
ไมโครซอฟท์ เผยว่า บริษัทเริ่มใช้กลยุทธ์จอดำตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นเตือนผู้ใช้โปรแกรมเอ็กซ์พีทุกราย ให้รับรู้ถึงความจริงจังของบริษัท
อย่างไรก็ตาม หลังเริ่มส่งโปรแกรมอัพเดทให้กับผู้ใช้ทั่วจีนในสัปดาห์นี้ ก็มีเสียงติติงเกิดขึ้น โดยบล็อกเกอร์รายหนึ่ง ส่งจดหมายไปยังไมโครซอฟท์มีใจความระบุว่า “เราไม่ได้คัดค้านนโยบายดังกล่าว แต่ก็ขอต่อต้านการกระทำของบริษัท ที่ไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของผู้ใช้เลย”
ทั้งนี้ ประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันเป็นตลาดที่มียอดขายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล อันดับ 2 ของโลก ได้รับความสนใจจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีมากขึ้น โดยเฉพาะหลังงบลงทุนไอทีปรับลดลงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยไมโครซอฟท์ระบุว่า จีน บราซิล รัสเซีย และอินเดีย มีรายได้เติบโตสะสมทั้งปี 54% สูงกว่ารายได้รวมทั่วโลกที่ขยายตัวเพียง 18%
http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/27/news_306234.php
หมวดหมู่: microsoft
Tagged: brazil, china, desktop, it, license, pc, russia, software, technology
:
กทช. ตั้งเป้าเปิดรับซองประมูลไวแม็กซ์ พ.ค. ปีหน้า คาดใช้วิธีการ”ไฮบริด” ตามรอยไลเซ่นมือถือ 3จี ด้านอินเทล กระตุ้นไทยเร่งออกไลเซ่น ชี้เป็นเทคโนโลยีที่หนุนประชากรให้เข้าถึงข้อมูลได้ในราคาถูก
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : นายประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า กทช. เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ การจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับบริการบรอดแบนด์เคลื่อนที่ (ไวแม็กซ์) ในเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อรวบรวมข้อมูล ก่อนเปิดประมูลประมาณเดือน พ.ค. ปีหน้า โดยจะเปิดให้ผู้สนใจรับเงื่อนไขการประมูล (ทีโออาร์) ในเดือน มี.ค.
ทั้งนี้ กำหนดเวลาดังกล่าว จะเหลื่อมล้ำกับการประมูลใบอนุญาตบริการมือถือ 3จี ซึ่งจะเริ่มไปก่อนล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน
ด้านแนวทางจัดสรรคลื่น คาดว่าจะใช้รูปแบบเดียวกับบริการ 3จี คือ วิธีการแบบผสมผสาน หรือไฮบริด โดยคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติจากขั้นตอนการประกวด (บิวตี้ คอนเทสต์) โดยเปรียบเทียบข้อเสนอแผนงาน ก่อนเข้าสู่กระบวนการประมูล (อ็อกชั่น) ต่อไป
ในส่วนของคลื่นความถี่นั้น กำลังพิจารณาระหว่าง 2.3-2.5 กิกะเฮิรตซ์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคลื่น 2.5 กิกะเฮิรตซ์บางส่วนถูกจัดสรรสำหรับบริการเคเบิลทีวีผ่านเอ็มเอ็มดีเอส ดังนั้น หากมีผลสรุปใช้คลื่นที่ทับซ้อนกันอยู่ ก็จะประสานงานกับกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อขอให้เลี่ยงไปใช้ความถี่ย่านอื่นแทนสำหรับบริการเคเบิล
ขณะที่ จำนวนผู้ให้บริการที่เหมาะสมนั้น คาดว่าน่าจะมีไม่เกิน 5 ราย เพื่อไม่ให้การแข่งขันรุนแรงเกินไป ซึ่งแนวคิดขณะนี้ก็คือ จะจัดสรรใบอนุญาตแบบแบ่งโซน คือ ภูมิภาค 2-3 ราย และในเมือง 3 ราย
ด้านนายเอกรัศมิ์ อวยสินประเสิรฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อินเทล ได้เข้าไปนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องไวแม็กซ์ต่อ กทช. โดยมองว่า เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลได้ในราคาถูก ลดช่องว่างของการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ที่จำเป็นต่อการสร้างความเท่าเทียมของฐานการเรียนรู้ ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
นายเควิน ลิม กรรมการผู้จัดการ โครงการไวแม็กซ์ ประจำประเทศไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บริษัท อินเทล เทคโนโลยี เอเชีย กล่าวว่า ไวแม็กซ์ เป็นเทคโนโลยีที่อยู่บนพื้นฐานของไอพี เบส บรอดแบนด์ และได้รับการออกแบบให้ตอบสนองความต้องการใช้งานด้านสื่อสารข้อมูล เป็นเครือข่ายสื่อสารไร้สาย ที่ติดตั้งได้ง่ายและเร็ว เข้าถึงผู้ใช้บริการได้รวดเร็ว
“ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ใช้ อินเทอร์เน็ตประมาณ 13.4 ล้านคน คิดเป็นอัตราเติบโต 483% ในช่วงตั้งแต่ปี 2543-2551 แต่จำนวนนี้กลับบรอดแบนด์เพียง 1.7 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนที่ยังเล็กอยู่เมื่อเทียบกับจำนวนครัวเรือน” นายลิมกล่าว
พร้อมกันนี้ เขาเสนอแนะว่า คลื่นความถี่ซึ่งเหมาะสมสำหรับการจัดสรรให้บริการไวแม็กซ์ น่าจะอยู่ในย่าน 2.3-2.5 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งมีข้อดีในแง่อีโคโนมี ออฟ สเกล เพราะใช้แพร่หลายทั้งยุโรป อเมริกา รวมถึงเอเชียหลายประเทศ ทำให้ได้เปรียบในแง่ต้นทุนบริการ เปิดกว้างต่อการให้บริการราคาที่เหมาะสม กระตุ้นการใช้งานให้ขยายตัวได้เร็ว
หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
Tagged: 3g, electronic, hybrid, intel, micro, technology, tor, wi-max
:
งานนี้ยักษ์อินเทลมีหนาว ล่าสุด “เอเอ็มดี” ประกาศพึ่งกลุ่มทุนตะวันออกกลางร่วม “อาบูดาบี” แตกบริษัทย่อย
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า บริษัท แอดวานซ์ ไมโคร ดีไวส์ (เอเอ็มดี) ผู้ผลิตชิพพีซีรายใหญ่ของสหรัฐ ประกาศแตกกิจการออกเป็น 2 บริษัทย่อย หลังได้รับเงินลงทุนก้อนโตจากกลุ่มทุน 2 รายของอาบูดาบี
เอเอ็มดี ระบุผ่านแถลงการณ์ว่า บริษัทจะแตกธุรกิจเป็น 2 บริษัทย่อย แยกดูแลงานออกแบบผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ และงานด้านการผลิต โดยมีบริษัท แอดวานซ์ เทคโนโลยี อินเวสเมนท์ จำกัด (เอทีไอซี) จากอาบูดาบี ถือหุ้นข้างมาก 55.6% ในโรงงานผลิตชิพซึ่งจะใช้ชื่อชั่วคราวว่า “The Foundry Company” และเอเอ็มดี เป็นผู้ถือหุ้นส่วนที่เหลือ ทั้งนี้ ดีลดังกล่าวอยู่ระหว่างรออนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐ คาดว่าจะแล้วเสร็จต้นปี 2552
แถลงการณ์ ระบุด้วยว่า เอทีไอซี จะลงทุน 2.1 พันล้านดอลลาร์เพื่อเข้าซื้อหุ้นของ The Foundry Company ซึ่งเงินจำนวนนี้รวมถึงการเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่ม และหนี้มูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ของเอเอ็มดี ซึ่งมีรายงานผลประกอบการขาดทุนติดต่อกัน 7 ไตรมาส
นอกจากนี้ เอทีไอซี ยังให้คำมั่นว่าจะเพิ่มเงินลงทุนอีก 3.6 – 6 พันล้านดอลลาร์ ตลอดช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับแผนขยายกำลังการผลิต
ขณะเดียวกัน บริษัท เดอะ มูบาดาลา ดิเวลอปเมนท์ จำกัด กลุ่มทุนอีกรายจากอาบูดาบี ก็เตรียมเพิ่มเงินลงทุนในเอเอ็มดี 19.3% จากที่ถือหุ้นอยู่ 8.1%
ทั้งนี้ กลุ่มทุนทั้ง 2 ราย ก่อตั้งโดยรัฐบาลของอาบูดาบี โดยเอทีซีไอ มุ่งลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีโดยเฉพาะ
http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/09/news_301554.php
หมวดหมู่: amd
Tagged: amd, conductor, cpu, ict, news, processor, semi, technology
นายประเสริฐ จรูญไพศาล ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจเพอร์ซันแนล ซิสเต็มส์ บริษัทฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เอชพี กล่าวว่า เอชพีพยายามผลักดันนวัตกรรมใหม่ๆ ในตลาดผู้บริโภคโน้ตบุ๊ค ด้วยการผสานดีไซน์ที่โดดเด่น ล้ำสมัย และมีสไตล์เข้ากับโมบายเทคโนโลยี โดยเห็นได้จากกลุ่มผู้บริโภคโน้ตบุ๊ค HP HDX 18 Premium Notebook PC รุ่นล่าสุดของเอชพี ที่มาพร้อม Imprint ลวดลาย Fluid และฮาร์ดแวร์ระดับไฮเอนด์ เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิงแบบคมชัดสูง เทคโนโลยีป้องกันความเสียหายของข้อมูล เพื่อมาตรฐานใหม่โน้ตบุ๊ค ที่เอชพีสามารถตอบโจทย์การใช้งานเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน
ผจก. ทั่วไป กลุ่มธุรกิจเพอร์ซันแนล ซิสเต็มส์ บ.ฮิวเลตต์-แพคการ์ดฯ กล่าวต่อว่า สัดส่วนยอดขายสินค้าโน้ตบุ๊คของเอชพี แบ่งเป็นสินค้ากลุ่มไฮเอนท์ 10-15% สินค้าระดับกลาง 30% และสินค้ากลุ่มใหม่หรือระดับล่าง 50% อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ของเม็ดเงิน กลุ่มสินค้าระดับบนจะสร้างรายได้ให้บริษัทฯมากกว่าสินค้ากลุ่มอื่น โดยบริษัทฯคาดว่า ผลประกอบการในปี 51 ของบริษัทฯที่จะปิดในเดือน ต.ค.นี้ จะเติบโตขึ้น มากกว่า 2 ดิจิต เนื่องจากช่วงที่ขายดีของเอชพีจะอยู่ประมาณเดือนต.ค.-พ.ย. และเอชพีได้ออกโปรโมชันใหม่ๆและกิจกรรมทางการตลาดเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขาย มากกว่าปี 50 ประมาณ 10-15%
“สภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐที่กำลังเกิด ปัญหาอยู่ในขณะนี้คาดว่าไม่น่าจะส่งผลต่อสินค้าของเอชพีในประเทศไทยอย่างแน่ นอน แต่หากจะส่งผลก็น่าจะส่งผลต่อจิตวิทยาการซื้อในระยะสั้นเท่านั้น แต่เชื่อว่าผู้บริโภคยังมีกำลังในการซื้อโน้ตบุ๊คระดับไฮเอนด์อยู่ โดยตั้งเป้ายอดขายโน้ตบุ๊ครุ่น HP HDX 18 ว่าจะขายได้ประมาณ 1,000 ถึง 2,000 เครื่อง” นายประเสริฐ กล่าว
หมวดหมู่: ้hp
Tagged: design, economy, hardware, hi-end, hp, notebook, pc, sharp, technology, thai, user
15 กรกฎาคม 2551)… ดีลิงค์ คอร์ปอเรชัน ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์เครือข่ายชั้นนำครบวงจรสำหรับผู้บริโภคและองค์กร ธุรกิจ ประกาศว่าคณะกรรมการบริหารของบริษัท ได้มีมติแต่งตั้งมร.โทนี่ เธา ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการบริหารคนใหม่ ประจำดีลิงค์สำนักงานใหญ่ ณ ประเทศไต้หวัน สืบเนื่องจากการเกษียณอายุของประธานกรรมการคนเก่า คือ มร.เจ.ซี. เหลียว
ใน ฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานสำนักงานใหญ่ มร.เธา จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนธุรกิจของดีลิงค์ทั่วโลก โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดใหม่เป็นพิเศษ ในขณะเดียวกันก็ยังคงสานต่อเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งคือ มร.เคน เคา ซึ่งมร.เธา จะทำหน้าที่เป็นผู้บริหารของดีลิงค์ อินเตอร์เนชันแนลด้วย
การ แต่งตั้งตำแหน่งใหม่นี้ มีขึ้นหลังจากการลาออกของมร.จอห์น ลี ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบัน รวมถึงมร.เจ.ซี. เหลียว ประธานคนปัจจุบัน ซึ่งมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ทั้งนี้มร.เหลียว เคยมีโอกาสได้ร่วมงานกับดีลิงค์ในส่วนของภาคพื้นยุโรปมาก่อนเป็นระยะเวลายาว นานถึง 12 ปี ก่อนที่จะมารับตำแหน่งประธานของดีลิงค์ คอร์ปอเรชันในปี 2546
” นับเป็นความโชคดีของเรา ที่สมาชิกที่มีความสามารถสูงอย่างมร.โทนี เธา ตกลงใจรับตำแหน่งนี้” มร.ลี ประธานของดีลิงค์คนปัจจุบันกล่าว “และด้วยประวัติการทำงานด้านการพัฒนาธุรกิจเครือข่ายที่ยาวนาน ประกอบกับความสามารถในการบริหารจัดการจะช่วยให้บริษัทมีความเจริญรุดหน้า และทำให้องค์กรบรรลุวัตถุประสงค์ในการก้าวไปสู่การเป็นผู้นำสูงสุดของแบรนด์ ด้านเครือข่าย”
จาก ที่ดีลิงค์เป็นที่รู้จักและยอมรับในฐานะผู้นำโซลูชันด้านเครือข่ายที่ใช้งาน ง่าย ปัจจุบันดีลิงค์ยังเป็นผู้นำระดับโลกที่ผลิตและส่งออกอุปกรณ์ Draft 802.11n Wi-Fi ซึ่งจากผลการวิจัยของ In-Stat ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยด้านเทคโนโลยี Reed Business Information ของสหรัฐฯ ได้รายงานว่า ดีลิงค์ได้ส่งออกอุปกรณ์ของเทคโนโลยี Draft 802.11n เป็นจำนวนถึง 584,000 ชิ้นในไตรมาสที่ 4 ของปี 2550 ซึ่งคิดเป็น 33% ของสัดส่วนตลาดโลกโดยรวม
ใน ปีเดียวกัน ดีลิงค์ยังได้รับการจัดอันดับจาก Taiwan External Trade Development Council (TAITRA), BusinessNext และ Interbrand ให้อยู่ในลำดับที่ 6 ของแบรนด์สินค้าที่มีคุณภาพระดับโลก ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่บริษัทได้รับการจัดอันดับ ทั้งนี้เพราะดีลิงค์เป็นแบรนด์คุณภาพ ที่สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 347 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีการเติบโตที่สูงถึง 40% เมื่อเทียบกับปี 2549 และมีรายได้รวมตลอดปี 2550 ที่ 1,012 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
” นับแต่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของดีลิงค์ อินเตอร์เนชันแนลเมื่อปี 2540 มร.โทนี ได้กลายเป็นผู้บริหารหลักของกลุ่มกรรมการบริหารของดีลิงค์ และด้วยความสามารถของเขา ทำให้เราประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งในกลุ่มตลาดใหม่ และการบริการลูกค้าในกลุ่มเอนเตอร์ไพรส์และ SME ขณะเดียวกันยังประสบผลสำเร็จในการสร้างความคุ้มค่าให้กับสินค้าและบริการ รวมถึงยังคงรั้งตำแหน่งผู้นำทางการตลาดไว้ได้อีกด้วย” มร.ลี กล่าวเสริม
ใน ฐานะประธานกรรมการบริหารของดีลิงค์ อินเตอร์เนชันแนล มร.เธา จะรับผิดชอบในการพัฒนาและการเติบโตของตลาดในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค, อเมริกาใต้, ตะวันออกกลาง และรัสเซีย ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว เขายังจะรับผิดชอบการดูแลตลาดที่เกิดใหม่ในละตินอเมริกา, อัฟริกาใต้, ตะวันออกกลาง, รัสเซีย, อินเดีย และเวียดนาม และยังมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างอัตราการเติบโตรวมของดีลิงค์ อินเตอร์เนชันแนล ให้โตขึ้น 23% จาก 301 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2549 ให้เป็น 369 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2550
ก่อน ที่จะเข้าร่วมงานกับดีลิงค์ในปี 2540 มร.เธา เคยร่วมงานกับบริษัทไอบีเอ็ม เป็นระยะเวลานานเกือบ 8 ปี ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจช่องทางการจัดจำหน่ายของภูมิภาคเอเชีย หลังจากนั้นจึงได้มาร่วมงานกับ Digital Equipment Corporation เป็นเวลา 3 ปีครึ่งดูแลด้านการบริหารจัดการช่องทาง SME และช่องทางการจัดจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค มร.เธา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการจัดการอุตสาหกรรม จาก Ming-Chi Institute of Technology ประเทศไต้หวัน และปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ จาก Illinois Institute of Technology มลรัฐชิคาโก สหรัฐอเมริกา
หมวดหมู่: dlink
Tagged: ceo, dlink, network, taiwan, technology

- Intel® 45nm high-k (Hi-k) metal gate silicon technology ลดปริมาณสารตะกั่ว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- นวัตกรรมใหม่อีกขั้นของ โครงสร้าง คอร์ ไมโครอาร์คิเทคเจอร์ ของ อินเทล
- ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ด้วย L2 Cache ที่เพิ่มขึ้น
- ประหยัดพลังงานมากขึ้น
- เพิ่มชุดคำสั่ง Intel® SSE4 instruction เพื่อรองรับการทำงาน Multi-media
หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
Tagged: 45nm, cache, hi-k, intel, l2, new, technology