FocusIT

Entries tagged as ‘internet’

ทีเอชนิคชวนร่วมกิจกรรมใช้คอมพ์อย่างสร้างสรรค์

มกราคม 9, 2009 · ให้ความเห็น

ทีเอชนิค ประกาศ 6 โครงงานใช้คอมฯ อย่างสร้างสรรค์ รู้ทันโรคภัย พร้อมเชิญชวนชาวเน็ต และผู้ใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกิจกรรม เริ่ม 16 ม.ค. – 25 ก.พ.52

รายงานข่าวจากมูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย (ทีเอชนิค) ผู้ทำหน้าที่บริหารจัดการฐานข้อมูลชื่อโดเมนระดับบนสุด .th กล่าวว่า จากการประกาศผล 6 โครงงานที่ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการ ในโครงการ “ใช้คอมฯ อย่างสร้างสรรค์ รู้ทันโรคภัย” ที่ดูแลโดย รศ. ดร.โคทม อารียา ประธานมูลนิธิ ไปตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค.2551
ประกอบด้วย โครงงานใช้คอมฯ อย่างสร้างสรรค์ รู้ทันโรคภัย ของมหาวิทยาลัยบูรพา สาขาเทคโนโลยีการศึกษา รับผิดชอบโดยนายเจนจบ สุขแสงประสิทธิ์ และผศ. ฉลองชัย  ธีวสุทธสกุล โครงงานผลกระทบด้านสุขภาพจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชธานีสมาชิกชมรมคอมพิวเตอร์กราฟฟิกโดยนางสาวทวีนันต์ ชุมนวล และอ.ธนารักษ์ ฤกษ์นาวา
โครงงานโรค (คอม) อย่างนี้ก็มีด้วย มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี โดยนางสาวศิริเพ็ญ พรหมสุวรรณ และอ.วรนุช ปรีหจินดา อ.สุวรรณา เมธีภัทรากูล อ.เปรมรัตน์ พูลสวัสดิ์ อ.สุปัญญา อภิวงศ์โสภณ โครงงานรู้ทันโรคภัยใกล้คอมฯ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี โดยนางสาวผกามาศ ปิยะวาส และอ.วรนุช ปรีหจินดา อ.สุวรรณา เมธีภัทรากูล อ.เปรมรัตน์ พูลสวัสดิ์ อ.สุปัญญา อภิวงศ์โสภณ
โครงงานแอพพลิเคชั่นเพื่อสนับสนุน การใช้งานคอมพิวเตอร์ให้ถูกสุขลักษณะ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยนางสาวขนิษฐา จันทรมานนท์ และรศ.ดร. โชติพัชร์ ภรณวลัย โครงงานสนุกกับคอมฯ พร้อมรักสุขภาพ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ นายศักดิ์พงษ์ เสรีเศวตรัตน์ และรศ.ดร.โชติพัชร์ ภรณวลัย
โครงงานต่างๆ มีกำหนดจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคที่เกิดจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ พร้อมวิธีการดูแลฟื้นฟู และวิธีการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าว หลากหลายรูปแบบ เช่น งานสัมมนาเชิงวิชาการหรือเชิงปฏิบัติ นิทรรศการ หรือการติดตั้งโปรแกรมห่วงใยสุขภาพของคนเล่นคอมพิวเตอร์ สำหรับชาวโซเชียล เน็ตเวิร์ค เป็นต้น
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ให้ความรู้แก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ให้ทราบถึงโรคที่มา จากการใช้คอมพิวเตอร์ และวิธีป้องกัน รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นเกี่ยวกับสุขภาพ ระหว่างผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิที่ต้องการดำเนินงานเพื่อสาธารณ ประโยชน์
ทั้งนี้เจ้าของโครงงานที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จะได้รับงบประมาณไม่เกิน 25,000 บาท และเบี้ยเลี้ยงพิเศษ 2,000 บาท มีระยะเวลาดำเนินโครงงานไม่เกิน 5 เดือน โครงงานที่ผ่านการอนุมัติและได้รับคัดเลือกให้เป็นโครงงานดีเด่น จะได้รับทุนการศึกษาพิเศษ ปี 2552 จำนวน 10,000 บาท
ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถดูกำหนดการได้ ดังนี้ โครงงานรู้ทันโรคภัยใกล้คอมฯ สัมมนา หัวข้อ “รู้ทันโรคภัยใกล้คอมฯ” วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2552 เวลา 12.30 – 15.00 น. ณ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ให้ความรู้โดย นายแพทย์ศักดิ์ชัย ถิรวิทยาคม
โครงงานโรค (คอม) อย่างนี้ก็มีด้วย นิทรรศการวิชาการ หัวข้อ “โรค (คอม) อย่างนี้ก็มีด้วย” (แจกของที่ระลึก) วันที่ 16 – 21 มกราคม 2552 ณ อาคารบรรณสาร ชั้น 1 มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
โครงงานผลกระทบด้านสุขภาพากการใช้งานคอมพิวเตอร์ สัมมนา หัวข้อ “เฮฮาประสาคนคอมพ์” (พร้อมตอบคำถามชิงรางวัล) วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 12.30 – 16.30 น. ณ มหาวิทยาลัยราชธานี
โครงงานใช้คอมฯ อย่างสร้างสรรค์ รู้ทันโรคภัย ประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “ใช้คอมฯ อย่างสร้างสรรค์ รู้ทันโรคภัย” วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 8.45 – 13.00 น. ณ ห้องประชุม 222 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กิจกรรมพิเศษ: ตอบปัญหาชิงรางวัล, การใช้โยคะเพื่อความผ่อนคลาย โดย รศ.พญ.วันเพ็ญ ธุรกิตต์วัณณการ และ อ.วีระพงษ์ ไกรวิทย์ อ.จีรวรร ตั้งจิตเมธี ตามลำดับ
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับความรู้และของที่ระลึก/ของรางวัลติดมือกลับบ้าน และสำหรับชาว Social Network เตรียมพบกับ “โปรแกรมห่วงใยสุขภาพของคนเล่นคอมฯ” (โหลดฟรี ใช้ฟรี ส่งต่อฟรี)  โปรแกรมที่จะช่วยให้ท่านเล่นคอมฯ พร้อมกับมีสุขภาพดีและแสดงความห่วงใยกับเพื่อนๆ ไปพร้อมกัน ติดตามได้ที่ www.thnic.or.th เร็วๆ นี้    ติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรมได้ที่ www.thnic.or.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ staff (at) thnic.or.th

หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
Tagged: , , , ,

บรอดแบนด์ทั่วโลกลดราคาแล้ว ไทยเมื่อไรจะลด

พฤศจิกายน 8, 2008 · ให้ความเห็น


:

บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ทั่วโลกลดราคาลงแล้ว 20% นับตั้งแต่ต้นปี

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : Point Topic บริษัทวิเคราะห์แห่งหนึ่งในอังกฤษสำรวจราคาบริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ผ่าน สายโทรศัพท์บ้านทั่วโลกพบว่า ค่าบริการรายเดือนช่วงไตรมาสแรกเฉลี่ยเกือบ 67 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราวสองพันกว่าบาท) พอไตรมาสสามลงมาเหลือ 53 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ค่าบริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ในสหรัฐลดลงเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ราคาไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว เนื่องจากถูกกว่าภาคพื้นอื่น คนอเมริกันจ่ายค่าบรอดแบนด์เดือนละ 16 ดอลลาร์ หรือ 500 กว่าบาทเท่านั้น สำหรับความเร็ว 1 เมกะบิต ส่วนแถบตะวันออกกลางและแอฟริการาคา 46 ดอลาร์สำหรับ 1 เมกะบิต/วินาที

แต่ราคาอินเทอร์เน็ต DSL ของยุโรปเริ่มถูกลง และในประเทสเอเชีย-แปซิฟิกยิ่งถูกใหญ่เพราะจ่ายกัน 3.80 ดอลลาร์ต่อ 1 เมะบิตเท่านั้น

บริการอินเทอร์เน็ตผ่านสายเคเบิลใน สหรัฐถูกกว่าในยุโรปบนความเร็วเท่ากัน แต่สถานการณ์กลับตาลปัตรเมื่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของยุโรปเพิ่มความ เร็วสูงขึ้น แต่ราคาต่ำลง ผู้ให้บริการในสหรัฐเพิ่มความเร็วเหมือนกัน แต่คงราคาไว้เท่าเดิม

Point Topic ยังบอกด้วยว่า บริการบรอดแบนด์ผ่านใยแก้วนำแสงในสหรัฐที่ให้บริการโดย FiOS บริษัทในเครือเวอริโซน คอมมิวนิเกชั่น เป็นทางเลือกที่ถูกที่สุด หากเทียบกับสปีด แม้ค่าบริการรายเดือนจะสูงที่สุด แต่ราคาลดลงมาจากปีที่แล้วต่ำกว่าบรอดแบนด์ผ่านสายโทรศัพท์เสียอีก

สำหรับเมืองไทยไม่อยู่ในรายการสำรวจ แต่ถ้าเป็นไปได้ไม่ต้องถูกลงหรอก ขอความเร็วเต็มๆ อย่างที่โฆษณาก็แล้วกัน

ข่าวจาก http://www.bangkokbiznews.com/2008/11/08/news_309936.php

หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
Tagged: , , , , , , , ,

ไอเอสเอสพีหวัง3จี-ไวแม็กซ์ดันตลาดเน็ต

พฤศจิกายน 1, 2008 · ให้ความเห็น


:

ไอ เอสเอสพี หวังเทคโนโลยีใหม่ 3จี-ไวแม็กซ์ ช่วยดันตลาดอินเทอร์เน็ต ทำต้นทุนลด เพิ่มช่องทางสร้างแอพพลิเคชั่นใหม่ ดึงดูดผู้ใช้ ทั้งมีแนวโน้มสร้างคอนเทนต์เอง

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : นางสาวกนกวรรณ ว่องวัฒนะสิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินเตอร์เน็ต โซลูชั่น แอนด์ เซอร์วิส โพรวายเดอร์ จำกัด (ไอเอสเอสพี) และบริษัท คอนเนค วัน จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ทำให้กิจการต่างๆ ควบคุมงบประมาณ จำนวนผู้ใช้โตขึ้น 10-20% แต่รายได้น่าเป็นห่วง ไม่ขยาย

ทั้งนี้ จุดเปลี่ยนจะเกิดเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา เช่น 3จี ไวแม็กซ์ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนลดลง และมีบริการใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น คลิปวิดีโอ ริงโทน ดาวน์โหลด ขณะที่ผู้ใช้จะสร้างสรรค์คอนเท้นต์ใหม่ๆ เองมากขึ้น ส่วนตัวบริษัทเองจะเตรียมสร้างแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ตามกระแส เพื่อนำไปรองรับการใช้งานโทรศัพท์มือถือได้ด้วย

นายบัณฑิต ว่องวัฒนะสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเอสเอสพี และคอนเนค วัน กล่าวว่า บริษัทเคยตั้งเป้ายอดรายได้ปีนี้ 500 ล้านบาท ซึ่งถึงเวลานี้ ที่ทราฟฟิกเพิ่มมาก แต่รายได้ไม่ได้โตตามไปด้วย จากปัญหาการแข่งขันกันดัมพ์ราคาตั้งแต่เดือน ก.ย. 2551 จึงต้องประคองตัวให้อยู่รอดช่วง 1-2 เดือนนี้

อย่างไรก็ตาม การมีพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ออกมาบังคับใช้ ได้ช่วยบริการที่เป็นมูลค่าเพิ่มมีลูกค้าเพิ่มขึ้นนับสิบราย แต่การต่อเชื่อมอินเทอร์เน็ต (Internet Access) ค่อนข้าง “เหนื่อย” โดยเฉพาะเมื่อเป็นไอเอสพีที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตัวเอง ซึ่งแข่งขันลำบาก

“อนาคตของไอเอสพี พวกมีสายป่าน และลดราคาได้อีกจะไปได้อีกเรื่อยๆ โดยเฉพาะบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ได้จนพอใจ มีครบทั้งลูกค้า โครงข่าย และแอพพลิเคชั่น ซึ่งถึงเวลานั้นไอเอสพีที่ไม่มีระบบโทรคมของตัวเองคงไม่เหลือ หรือยังใช้ชื่อว่าไอเอสพีอยู่ แต่การทำธุรกิจจะเปลี่ยนรูปแบบไป”

ส่วนของบริษัทช่วงหลัง รายได้จะเกิดจากบริการเพิ่มมูลค่า และอื่นๆ มากกว่าการต่อเชื่อมอินเทอร์เน็ตหลายเท่า แต่เมื่อเฉลี่ยรายได้ทั้งปีแบ่งเป็นอินเทอร์เน็ต แอ็คเซส 40% โค โลเคชั่น 40% และแวลลู แอดเด็ด 20% แต่ช่วงหลังๆ รายได้จากแวลลู แอดเด็ดเปลี่ยนสัดส่วนเพิ่มเป็น 40%

ทั้งนี้ บริษัทได้เพิ่มรายได้จากงานแวลลู แอดเด็ด เช่น การวางระบบไอพีที่ใช้งานซับซ้อนขึ้น การใช้งานโครงข่ายอินเทอร์เน็ต วอยซ์ โอเวอร์ไอพี ที่ต่อยอดมาจากการใช้เฉพาะอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ซึ่งการแข่งขันจะต้องไปแข่งกับผู้ให้บริการรวบรวมระบบ (เอสไอ) ที่มีจุดเด่นด้านการจัดหาอุปกรณ์ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ได้ดีกว่า

กระนั้น เขามั่นใจว่า บริษัทมีจุดเด่นที่ความชำนาญระบบบนโลกไอพี เช่น การป้องกันความปลอดภัย และความเชี่ยวชาญในธุรกิจอินเทอร์เน็ต จะเป็นตัวช่วย ฉะนั้น หากวางตำแหน่งธุรกิจดีๆ จะอยู่รอดได้ หรือเข้าไปจับมือกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อทำธุรกิจร่วมกัน

ขณะเดียวกัน เขาเห็นว่า ตลาดรวมยังโตได้ 20% จากขนาดตลาด 2 พันล้านบาท แม้เอสเอ็มอีบางรายที่ประสบปัญหาจะหยุดใช้บริการ แต่ก็ยังมีรายที่ต้องขยายกิจการต่อ ส่วนผู้ให้บริการจะมีรายที่ขยายโครงสร้างพื้นฐาน และลงทุนด้านบรอดแบนด์ เพราะมีเทียบกับประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ต ผู้ใช้บรอดแบนด์ยังมีจำนวนน้อย รวมทั้ง แอพพลิเคชั่นจะได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม

http://www.bangkokbiznews.com/2008/11/01/news_307910.php

หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
Tagged: , , , , , , , ,

แนะพ่อแม่ยุคไซเบอร์ ต้องส่งเสริมลูก ใช้คอมฯให้ถูกทาง

ตุลาคม 20, 2008 · ให้ความเห็น

แนะพ่อแม่ยุคไซเบอร์ ต้องส่งเสริมลูก ใช้คอมฯให้ถูกทาง [20 ต.ค. 51 - 11:35]

นาย แพทย์ปราการ ถมยางกูร จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “พ่อแม่ยุคใหม่รับมืออย่างไรกับเด็กไซเบอร์” ซึ่งจัดโดยสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ หรือ TK park วานนี้ (19 ต.ค.) ว่า ปัจจุบันเป็นโลกของยุคที่เรียกว่าไซเบอร์ ที่ทุกคนสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้หมด ซึ่งมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้เลือกรับจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีสิ่งที่เป็นโทษแทรกซึมเข้ามา โดยที่เราไม่สามารถกลั่นกรองหรือสกัดกั้นได้ทั้งหมด อาทิ เรื่องของการใช้ความรุนแรง หรือเรื่องทางเพศที่ปรากฎอยู่ในเกมส์ต่างๆ ผู้ใช้ควรเลือกใช้แต่ด้านที่ให้ประโยชน์และความรู้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะต้องดูแลและให้คำแนะนำแก่เด็ก

“วิธีที่จะทำให้พ่อแม่รู้ว่าลูกใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตอย่างไร นั้น มีอยู่หลายวิธี ทั้งการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ไปตั้งไว้ในห้องส่วนกลาง การใช้อินเตอร์เน็ตไปพร้อมๆ กับลูก ถือเป็นการใช้เวลาร่วมกันและช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวได้อีกทาง หนึ่ง หรือการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้เป็นของส่วนรวม โดยบอกกับลูกว่าเป็นของพ่อแม่ แต่อนุญาตให้ลูกยืมเล่นได้ตามวันและเวลาที่พ่อแม่กำหนดให้” นายแพทย์ปราการ กล่าว

นายแพทย์ปราการ ยังกล่าวต่อว่า การที่พ่อแม่จะห้ามไม่ให้ลูกเล่นคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตนั้นเป็นเรื่อง ยาก เนื่องจากพ่อแม่ไม่สามารถที่จะดูแลลูกได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากใช้คำพูดรุนแรงหรือห้ามไม่ให้ลูกเล่น อาจทำให้เด็กเกิดความรู้สึกต่อต้านและต้องการเอาชนะ ดังนั้น พ่อแม่ควรพูดคุยตกลงกับลูกให้เข้าใจเสียก่อน โดยอาจมีการตั้งกฎหรือสัญญาบางประการร่วมกับลูกไว้ล่วงหน้า ไม่ควรปล่อยให้เกิดปัญหาแล้วจึงว่ากล่าวลูกภายหลัง

“ต้องยอมรับและเข้าใจว่าปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุอยู่รอบตัวเด็กมากมาย สิ่งที่ดีอยู่ตรงหน้าและสิ่งที่ไม่ดีก็อยู่ตรงหน้า หากจะห้ามทุกอย่างห้ามตลอดก็คงจะเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่พ่อแม่ควรทำก็คือการสร้างกรอบให้กับลูก แต่กรอบดังกล่าวต้องสามารถยืดหยุ่นได้บ้าง เพื่อไม่ให้ลูกเกิดความรู้สึกว่าโดนบังคับจนหันไปทำสิ่งผิดๆ อย่างอื่น หากลูกเกิดอาการติดเกมส์ ควรรีบหาทางแก้ไข ไม่ใช่ปล่อยให้ผ่านไปเป็นเวลานานจนไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะเด็กบางรายนั้นติดเกมส์มากถึงขนาดเล่นทั้งวันทั้งคืนไม่ยอมไปโรงเรียน จนทำให้เสียการเรียนถึงขั้นโดนไล่ออกก็มี” จิตแพทย์โรงพยาบาลราชวิถี กล่าว

นางดวงเนตร แซ่ตั้ง ผู้เข้าร่วมงานเสวนาดังกล่าว กล่าวถึงประโยชน์ที่ลูกชายได้รับจากการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตว่า วิธีที่จะทำให้ลูกได้ประโยชน์มากกว่าโทษจากการใช้คอมพิวเตอร์คือ การที่พ่อแม่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมและสนับสนุนลูก พ่อแม่จึงจำเป็นต้องรู้และเข้าใจสิ่งที่ลูกทำ ด้วยการศึกษาข้อมูลและลงมือปฏิบัติควบคู่กันไป

“วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการดูแลลูกอย่างใกล้ชิด พ่อแม่จะต้องใช้เวลาอยู่กับลูกให้มากกว่าเดิม ถ้าอยากเข้าใจในสิ่งที่เด็กทำ เราต้องคลุกคลีและเข้าใจในสิ่งนั้นด้วย หากเจอสิ่งที่ไม่ดีก็ต้องบอกกับลูกทันทีว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งไม่ดีไม่สมควรทำ และต้องคอยหาวิธีเบี่ยงเบนความสนใจของลูก ด้วยการพาไปทำกิจกรรมอื่นๆ บ้าง” นางดวงเนตร กล่าว

http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology03b&content=108316

หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
Tagged: , , , , , , , , ,

พรบ.และประกาศกระทรวง ict ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

สิงหาคม 26, 2008 · ให้ความเห็น

วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 16:45:58 น. มติชนออนไลน์ จำนวนคนอ่านล่าสุด 1433 คน

23 ส.ค.บังคับใช้กฎหมายจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ คาดเงินสะพัดธุรกิจจัดเก็บข้อมูลเป็นพันล้าน

P { margin: 0px; } การติดต่อสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตนิยมไปทั่วโลก ในไทยเองก็มีการใช้งานงแพร่หลายทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ขณะเดียวกันอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลเสียหายทั้งต่อบุคคลและองค์กร เช่น การขโมยข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ทำธุรกรรมทางการเงิน การก่อกวนและสร้างเว็บไซต์ปลอม การหมิ่นประมาทผ่านทางเว็บบอร์ด การเผยแพร่ภาพจากการตัดต่อเพื่อทำลายชื่อเสียง เป็นต้น   ส่งผลให้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2550  เพื่อให้การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้อย่างถูกต้อง โดยที่หน่วยงานหรือผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ต้องมารับผิดชอบแทน จึงมีการกำหนดให้มีการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (Log File)  จะเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดได้ โดยในวันที่ 23 สิงหาคม 2551 จะเป็นวันแรกที่กฎหมายจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จะมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ หลังจากที่ผ่อนผันมาเป็นเวลา 1 ปี   มีผลสำคัญทำให้หน่วยงานที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์และสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตตามที่กฎหมายกำหนด เช่น หน่วยราชการ สถานศึกษา บริษัท ห้างร้าน ธนาคาร โรงแรม ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ เป็นต้น จะต้องทำการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่สามารถระบุตัวบุคคลที่เข้าใช้งานเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 90 วัน   โดยข้อมูลดังกล่าวจะต้องอยู่ในลักษณะที่ไม่มีบุคคลใดสามารถเข้าไปแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ หากไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตามกฎหมายปรับไม่เกิน 500,000 บาท และหากเจ้าหน้าที่ขอเรียกดูข้อมูลแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จะถูกปรับไม่เกิน 200,000 บาท และต่อเนื่องอีกวันละไม่เกิน 5,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติได้ถูกต้อง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าหลังการบังคับใช้กฎหมายอย่างสมบูรณ์จะส่งผลต่อภาคธุรกิจในหลายแง่มุม โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

สาระสำคัญของกฎหมายจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์
ที่ผ่านมาได้มีผู้กระทำการก่ออาชญากรรมในระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลและองค์กร รวมทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ โดยกฎหมายที่มีอยู่ ยังไม่เอื้อต่อการป้องกันและปรามปรามการกระทำดังกล่าว
ประโยชน์จากการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์
- ช่วยให้มีหลักฐานและสามารถจับตัวผู้กระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ได้อย่างถูกต้อง
- ช่วยในการวิเคราะห์และจัดการระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่ต้องจัดเก็บ
- ข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลที่ใช้งาน เช่น ชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน User-ID เป็นต้น
- ข้อมูลระบุวันเวลาที่ใช้งาน
- ข้อมูล IP Address
- อื่นๆ (ดูเพิ่มเติมตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

บทลงโทษกรณีไม่ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์
- กรณีไม่ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท
- กรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ขอเรียกดูข้อมูลแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง มีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 5,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติได้ถูกต้อง

ธุรกิจจัดเก็บข้อมูลได้อานิสงส์ … อาจเพิ่มมูลค่าตลาดกว่า 500-1,000 ล้านบาท

หลังจากประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง หลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ วันที่ 23 สิงหาคม 2550 โดยให้ระยะเวลา 1 ปี สำหรับหน่วยงานต่างๆ ได้ทำการปรับตัวและหันมาพัฒนาระบบไอทีตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งกลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และกลุ่มผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (Internet Service Provider: ISP) ได้เริ่มทำการจัดเก็บข้อมูลตามที่กฎหมายระบุไปแล้ว   โดยยังมีอีกหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ยังขาดการเตรียมพร้อมด้านระบบไอทีเพื่อรองรับกับกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ดังจะเห็นได้จากการสำรวจของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พบว่า หน่วยงานของรัฐ 170 แห่ง มีความพร้อมในการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์เพียงประมาณร้อยละ 47 เท่านั้น ส่วนที่เหลือยังไม่มีความพร้อมทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบุคลากร   ส่วนภาคเอกชนก็คาดว่าเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้นที่มีความพร้อม โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เช่น สถาบันการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันภัย   แต่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กคาดว่าหลายองค์กรจะยังไม่มีความพร้อมหรือยังไม่ได้ลงทุนพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า จำนวนสถานประกอบการที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมีอยู่ประมาณร้อยละ 13 หรือประมาณ 106,618 แห่ง จากทั้งหมด 820,137 แห่ง โดยแบ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ประมาณ 2,237 แห่ง ธุรกิจขนาดกลางประมาณ 6,651 แห่ง และธุรกิจขนาดเล็กประมาณ 97,412 แห่ง คาดว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของสถานประกอบการดังกล่าวยังไม่มีความพร้อมด้านระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์   ดังนั้น หลังการบังคับใช้กฎหมายอย่างสมบูรณ์ คาดว่าจะทำให้เกิดการลงทุนพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ครั้งใหญ่ โดยเงินลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์อย่างสมบูรณ์สำหรับองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็กจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่าประมาณ 100,000 บาทต่อองค์กร และองค์กรขนาดใหญ่จะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่าประมาณ 1,000,000 บาทต่อองค์กร โดยยังขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลที่ต้องทำการจัดเก็บด้วย   ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าหากการบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างเข้มงวด โดยมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูล จะส่งผลให้เกิดเม็ดเงินลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์กว่าประมาณ 500-1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7-14 เมื่อเทียบกับมูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีของภาคธุรกิจโดยรวมในปี 2550 ที่มีมูลค่าประมาณ 74,089 ล้านบาท ซึ่งนับว่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจจัดเก็บข้อมูลทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการ   ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาก็เริ่มมีผู้ให้บริการรายใหม่เข้าสู่ตลาดจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีงบประมาณลงทุนไม่สูงนักและคิดค่าบริการเป็นรายเดือนหรือรายปี ส่วนผู้ให้บริการรายเดิมที่อยู่ในตลาดมักจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีการลงทุนด้านระบบไอทีอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว   แต่ก็คาดว่าการบังคับใช้กฎหมายจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จะทำให้หลายองค์กรต้องลงทุนในส่วนนี้เพิ่มเติม สำหรับหน่วยงานภาครัฐคาดว่าจะใช้บริการ Outsource จากศูนย์ปฏิบัติการ Security Operations Center (SOC) ของภาครัฐ เนื่องจากมีต้นทุนค่าบริการไม่สูงนัก รวมทั้งยังช่วยป้องกันปัญหาเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลด้วย   ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าในกรณีองค์กรขนาดใหญ่น่าจะเห็นถึงความจำเป็นในการดำเนินการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด แต่องค์กรขนาดเล็กที่ผู้ประกอบการมองว่าสามารถควบคุมพนักงานในองค์กรของตนไม่ให้กระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ และมองไม่เห็นประโยชน์จากการลงทุนดังกล่าว ก็อาจตัดสินใจไม่ลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลได้

ธุรกิจอื่นๆ ได้รับผลกระทบ … โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก มีต้นทุนดำเนินการเพิ่มขึ้น แม้ธุรกิจจัดเก็บข้อมูลจะได้รับผลดีจากการบังคับใช้กฎหมายจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ แต่โดยภาพรวมแล้วจะส่งผลให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องมีต้นทุนในการดำเนินงานมากขึ้น เนื่องจากต้องลงทุนพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งถ้าธุรกิจมีการลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ตามที่กฎหมายกำหนด อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 บาทต่อองค์กร สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก และประมาณ 1,000,000 บาทต่อองค์กร สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ในขณะที่ปัจจุบันภาคธุรกิจต้องเผชิญปัญหาต้นทุนในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันและวัตถุดิบที่สูงขึ้น รวมทั้งยังเผชิญปัญหายอดขายชะลอตัวลงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ซึ่งต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลนั้นอาจจะส่งผลให้ต้นทุนดำเนินงานของภาคธุรกิจเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าทางออกประการหนึ่งสำหรับการแก้ปัญหาในเรื่องนี้นั้น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กอาจเลือกใช้วิธีการเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง โดยอาจซื้อหรือดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่ไม่คิดค่าบริการ (Freeware) มาใช้ในการจัดการข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลลงในฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำให้ใช้เงินลงทุนไม่มากนัก ซึ่งธุรกิจที่จะเลือกใช้วิธีนี้ได้นั้นจะต้องมีปริมาณข้อมูลที่จัดเก็บไม่มากและไม่ซับซ้อน โดยวิธีการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวจะต้องอยู่บนพื้นฐานสำคัญที่จะต้องไม่มีบุคคลใดสามารถเข้าไปแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ รวมทั้งจะต้องได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย โดยอาจขอรับคำปรึกษาเพิ่มเติมจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง หรืออาจเลือกใช้บริการ Outsource จัดเก็บข้อมูลที่คิดค่าบริการเป็นรายเดือน เพื่อช่วยลดภาระกระแสเงินสดที่ต้องจ่ายออกไปในครั้งเดียวเป็นจำนวนมาก   ปัญหาสำคัญประกาศหนึ่งของกฎหมายจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ คือ ความรู้ความเข้าใจของผู้ที่อยู่ในข่ายต้องจัดเก็บข้อมูล ซึ่งคาดว่าจะมียังมีหลายหน่วยงานที่ไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องในกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะธุรกิจหรือองค์กรขนาดเล็ก ดังนั้น ภาครัฐจึงควรเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมทั้งชี้ให้เห็นถึงประโยชน์และความสำคัญจากการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์   รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่สูงสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก   ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่แม้จะเป็นจำนวนเงินที่ไม่สูง แต่ก็อาจทำให้องค์กรต้องสูญเสียชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในการดำเนินงานได้ หากประเมินเป็นมูลค่าความเสียหายทางธุรกิจอาจมีมูลค่าสูงกว่าจำนวนเงินค่าปรับก็เป็นได้

หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
Tagged: , , , , , , , , ,