FocusIT

Entries tagged as ‘computer’

ทีเอชนิคชวนร่วมกิจกรรมใช้คอมพ์อย่างสร้างสรรค์

มกราคม 9, 2009 · ให้ความเห็น

ทีเอชนิค ประกาศ 6 โครงงานใช้คอมฯ อย่างสร้างสรรค์ รู้ทันโรคภัย พร้อมเชิญชวนชาวเน็ต และผู้ใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกิจกรรม เริ่ม 16 ม.ค. – 25 ก.พ.52

รายงานข่าวจากมูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย (ทีเอชนิค) ผู้ทำหน้าที่บริหารจัดการฐานข้อมูลชื่อโดเมนระดับบนสุด .th กล่าวว่า จากการประกาศผล 6 โครงงานที่ได้รับการอนุมัติให้ดำเนินการ ในโครงการ “ใช้คอมฯ อย่างสร้างสรรค์ รู้ทันโรคภัย” ที่ดูแลโดย รศ. ดร.โคทม อารียา ประธานมูลนิธิ ไปตั้งแต่กลางเดือน ธ.ค.2551
ประกอบด้วย โครงงานใช้คอมฯ อย่างสร้างสรรค์ รู้ทันโรคภัย ของมหาวิทยาลัยบูรพา สาขาเทคโนโลยีการศึกษา รับผิดชอบโดยนายเจนจบ สุขแสงประสิทธิ์ และผศ. ฉลองชัย  ธีวสุทธสกุล โครงงานผลกระทบด้านสุขภาพจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยราชธานีสมาชิกชมรมคอมพิวเตอร์กราฟฟิกโดยนางสาวทวีนันต์ ชุมนวล และอ.ธนารักษ์ ฤกษ์นาวา
โครงงานโรค (คอม) อย่างนี้ก็มีด้วย มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี โดยนางสาวศิริเพ็ญ พรหมสุวรรณ และอ.วรนุช ปรีหจินดา อ.สุวรรณา เมธีภัทรากูล อ.เปรมรัตน์ พูลสวัสดิ์ อ.สุปัญญา อภิวงศ์โสภณ โครงงานรู้ทันโรคภัยใกล้คอมฯ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี โดยนางสาวผกามาศ ปิยะวาส และอ.วรนุช ปรีหจินดา อ.สุวรรณา เมธีภัทรากูล อ.เปรมรัตน์ พูลสวัสดิ์ อ.สุปัญญา อภิวงศ์โสภณ
โครงงานแอพพลิเคชั่นเพื่อสนับสนุน การใช้งานคอมพิวเตอร์ให้ถูกสุขลักษณะ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยนางสาวขนิษฐา จันทรมานนท์ และรศ.ดร. โชติพัชร์ ภรณวลัย โครงงานสนุกกับคอมฯ พร้อมรักสุขภาพ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ นายศักดิ์พงษ์ เสรีเศวตรัตน์ และรศ.ดร.โชติพัชร์ ภรณวลัย
โครงงานต่างๆ มีกำหนดจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคที่เกิดจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ พร้อมวิธีการดูแลฟื้นฟู และวิธีการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าว หลากหลายรูปแบบ เช่น งานสัมมนาเชิงวิชาการหรือเชิงปฏิบัติ นิทรรศการ หรือการติดตั้งโปรแกรมห่วงใยสุขภาพของคนเล่นคอมพิวเตอร์ สำหรับชาวโซเชียล เน็ตเวิร์ค เป็นต้น
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ให้ความรู้แก่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ให้ทราบถึงโรคที่มา จากการใช้คอมพิวเตอร์ และวิธีป้องกัน รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นเกี่ยวกับสุขภาพ ระหว่างผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิที่ต้องการดำเนินงานเพื่อสาธารณ ประโยชน์
ทั้งนี้เจ้าของโครงงานที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จะได้รับงบประมาณไม่เกิน 25,000 บาท และเบี้ยเลี้ยงพิเศษ 2,000 บาท มีระยะเวลาดำเนินโครงงานไม่เกิน 5 เดือน โครงงานที่ผ่านการอนุมัติและได้รับคัดเลือกให้เป็นโครงงานดีเด่น จะได้รับทุนการศึกษาพิเศษ ปี 2552 จำนวน 10,000 บาท
ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถดูกำหนดการได้ ดังนี้ โครงงานรู้ทันโรคภัยใกล้คอมฯ สัมมนา หัวข้อ “รู้ทันโรคภัยใกล้คอมฯ” วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2552 เวลา 12.30 – 15.00 น. ณ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ให้ความรู้โดย นายแพทย์ศักดิ์ชัย ถิรวิทยาคม
โครงงานโรค (คอม) อย่างนี้ก็มีด้วย นิทรรศการวิชาการ หัวข้อ “โรค (คอม) อย่างนี้ก็มีด้วย” (แจกของที่ระลึก) วันที่ 16 – 21 มกราคม 2552 ณ อาคารบรรณสาร ชั้น 1 มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
โครงงานผลกระทบด้านสุขภาพากการใช้งานคอมพิวเตอร์ สัมมนา หัวข้อ “เฮฮาประสาคนคอมพ์” (พร้อมตอบคำถามชิงรางวัล) วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 12.30 – 16.30 น. ณ มหาวิทยาลัยราชธานี
โครงงานใช้คอมฯ อย่างสร้างสรรค์ รู้ทันโรคภัย ประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “ใช้คอมฯ อย่างสร้างสรรค์ รู้ทันโรคภัย” วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา 8.45 – 13.00 น. ณ ห้องประชุม 222 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กิจกรรมพิเศษ: ตอบปัญหาชิงรางวัล, การใช้โยคะเพื่อความผ่อนคลาย โดย รศ.พญ.วันเพ็ญ ธุรกิตต์วัณณการ และ อ.วีระพงษ์ ไกรวิทย์ อ.จีรวรร ตั้งจิตเมธี ตามลำดับ
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับความรู้และของที่ระลึก/ของรางวัลติดมือกลับบ้าน และสำหรับชาว Social Network เตรียมพบกับ “โปรแกรมห่วงใยสุขภาพของคนเล่นคอมฯ” (โหลดฟรี ใช้ฟรี ส่งต่อฟรี)  โปรแกรมที่จะช่วยให้ท่านเล่นคอมฯ พร้อมกับมีสุขภาพดีและแสดงความห่วงใยกับเพื่อนๆ ไปพร้อมกัน ติดตามได้ที่ www.thnic.or.th เร็วๆ นี้    ติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรมได้ที่ www.thnic.or.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ staff (at) thnic.or.th

หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
Tagged: , , , ,

Fujitsu เล็งขายทิ้งธุรกิจ Harddisk

ธันวาคม 11, 2008 · ให้ความเห็น


:

ระบุ “WD” ตัวเก็งรับช่วงต่อ พร้อมเตรียมซื้อหุ้นคืนบริษัทร่วมทุน “ฟูจิตสึ ซีเมนส์”

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : ซีเอฟโอ “ฟูจิตสึ” เผยเตรียมขายทิ้งธุรกิจฮาร์ดดิสก์ หลังคาดรายได้หดทะลุร้อยล้านดอลลาร์ถ้ายังฝืนไปต่อ ก่อนขายกลุ่มค้าปลีกพีซี

หนังสือพิมพ์ วอลล์สตรีท เจอร์นัลรายงานว่า ประธานคณะผู้บริหารฝ่ายการเงิน (ซีเอฟโอ) ของฟูจิตสึเผย บริษัทกำลังเจรจากับ “พันธมิตรหลายราย” เกี่ยวกับประเด็นการขายธุรกิจฮาร์ดดิสก์ ซึ่งหนึ่งในนั้นมียักษ์ใหญ่ “เวสเทิร์น ดิจิตอล (ดับบลิวดี)” เป็นคู่แข่งรายสำคัญที่คาดว่าจะเข้าซื้อกิจการดังกล่าว

นายคาซูฮิโกะ คาโต ซีเอฟโอของฟูจิตสึ ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างประเทศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (8 ธ.ค.51) ว่า หากบริษัทยังคงรักษาธุรกิจดังกล่าวไว้เช่นเดิมอาจทำให้บริษัทสูญเสียโอกาส ที่ธุรกิจจะเติบโตในอนาคต

รายงานข่าวระบุว่า ฟูจิตสึเริ่มเดินเครื่องแผนปรับโครงสร้างธุรกิจฮาร์ดแวร์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และพิจารณาขายทิ้งธุรกิจที่ไม่ทำกำไร รวมทั้งการปรับทิศทางหันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจไอที โซลูชั่น ที่ทำกำไรสูงกว่า

ก่อนหน้านี้บริษัทเคยประเมินว่า ธุรกิจฮาร์ดดิสก์อาจทำให้บริษัทสูญเสียรายได้มากกว่า 107.5 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมี.ค.2552

พร้อมกันนี้นายคาโตเผยว่า ฟูจิตสึกำลังใกล้จะตกลงในหลายดีล ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึง “เลอโนโว กรุ๊ป” ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเข้าซื้อธุรกิจค้าปลีกพีซีภายใต้บริษัทร่วมทุน ระหว่างฟูจิตสึกับซีเมนส์ เอจี “ฟูจิตสึ ซีเมนส์ คอมพิวเตอร์” ที่มีตลาดหลักในยุโรป

ทั้งนี้ในเดือนที่ ผ่านมาฟูจิตสึได้ทำข้อตกลงกับซีเมนส์ เพื่อขอซื้อหุ้น 50% คืนในบริษัทร่วมทุนดังกล่าว โดยคาดว่าจะสามารถปิดดีลได้ภายในวันที่ 1 เม.ย.ปีหน้า ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการรออนุมัติจากรัฐบาล

อย่างไรก็ตามนายคาโต กล่าวว่า ฟูจิตสึกำลังพิจารณาขายธุรกิจค้าปลีกพีซีให้ได้ภายในสิ้นเดือนมี.ค. ก่อนที่บริษัทจะเข้าซื้อหุ้นส่วนที่เหลืออีก 50% จากซีเมนส์คืน

นอกจากนี้บริษัทยังเริ่มพิจารณาขาย ธุรกิจกลุ่มชิพที่กำลังเผชิญปัญหา หรืออาจเป็นไปได้ที่จะเสนอแผนร่วมทุนกับผู้ผลิตรายอื่นเพื่อแก้วิกฤติ

หมวดหมู่: fujitsu
Tagged: , , , , , ,

ยอดขายงานคอมเวิล์ด 2008 ยืนยันกระแสเศรษฐกิจขาลง [27 ต.ค. 51 - 09:19]

ตุลาคม 28, 2008 · ให้ความเห็น

ผ่านพ้นไปแล้วกับมหกรรมงานจำหน่ายสินค้าไอที คอมเวิล์ด โฟโต้เวิล์ด 2008 ครั้งที่ 7 ที่ผ่านมา ณ ห้างสยามพารากอน ชั้น 5 โดยบริษัท ดิ แอสไพเรอร์ส กรุ๊ป จำกัด หรือ TAGS ผู้จัดงานได้สรุปยอดเงินรายได้ จากการขายสินค้าไอทีในงานคอมเวิล์ด 2008 แบ่งตามประเภทสินค้าว่า ประเภทคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คมียอดขาย 604,400,000 บาท จอแอลซีดีมอนิเตอร์ 30,000,000 บาท จอแอลซีดีทีวี 10,000,000 บาท คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป 50,000,000 บาท กล้องดิจิตอล 320,000,000 บาท พริ้นเตอร์ 40,000,000 บาท เครื่องเล่น MP3 40,000,000 บาท พีดีเอโฟน 30,000,000 บาท และการ์ดหน่วยความจำและอุปกรณ์เสริมต่างๆ 90,000,000 บาท

IT Digest ได้มีโอกาสเข้าร่วมชมงาน และเดินสำรวจบรรยากาศการจับจ่ายสินค้าไอที พบว่าในช่วงวันแรกที่เปิดงานประชาชนทั่วไป นักธุรกิจ และนักเรียน นักศึกษาเข้าชม มีผู้ให้ความสนใจอย่างหนาตา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการมาซื้อสินค้าคาราคาพิเศษ คือ เน็ตบุ๊ค ที่เอเซอร์ลดราคาเหลือเพียง 6,900 บาทและก็หมดไปใน เวลาที่รวดเร็ว ต่อมาความคึกคักก็กลับมากอยู่ที่งานกล้อง เมื่อมีผู้บริโภคให้ความสนใจซื้อกล้องในราคาพิเศษ โดยเฉพาะกล้องดิจิตอล DSLR ที่มีโปรโมชันแถมเน็ตบุ๊ค และเงินคืนกลับ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในวันท้ายๆ มีคนมาเดินในงานไม่มากนัก

นายวิโรจน์ อัศวรังสี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดิ แอสไพเรอร์สฯ เล่าถึงภาพรวมงาน ComWorld PhotoWorld 2008 ว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจและปัญหาการเมืองที่วิกฤติ แต่ยอดขายกล้องดิจิตอลกลับพุ่งขึ้นกว่า 3 เท่า มียอดขายกล้องรวมราว 8,000 ตัว โดย 80% ของกล้องที่ขายได้ในงานเป็นกล้องรุ่นใหญ่ หรือ DSLR ที่ มีราคาอยู่ระหว่าง 40,000-80,000 บาท ในขณะที่กล้องพกพา (กล้องคอมแพค) ขายได้อยู่ในระดับราคา 10,000 บาท มีส่วนแบ่งตลาดราว 20% ส่วนยอดขายสินค้าไอที มียอดขายทั้งสิ้น 1,200 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าที่คาดไว้ที่ 1,500 ล้านบาท ยังเป็นที่พึงพอใจของผู้ค้าไอทีที่มาร่วมออกร้าน และมั่นใจพร้อมที่จะมาออกบูธอีกในงานหน้า

ผจก. ทั่วไป บ.ดิแอสไพเรอร์สฯ กล่าวถึงยอดขายรวมทั้งงาน ทั้งไอทีและกล้องดิจิตอลครั้งนี้ว่า ลดลง 20% เมื่อเทียบกับเดือน ก.พ.2551 ที่ผ่านมา โดยผลิตภัณฑ์สินค้ากลุ่มโน้ตบุ๊คยังคงครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด รองมาเป็นกล้องดิจิตอล พีซีตั้งโต๊ะ หรือ เดสก์ท็อป การ์ดหน่วยความจำ และอุปกรณ์เสริม พีดีเอโฟน แอลซีดีทีวี/มอนิเตอร์ เครื่องเล่นเอ็มพี3 และพริ้นเตอร์ โดยมีข้อสังเกตกว่า ราคาเฉลี่ยของกล้องดิจิตอลได้ขยับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ราว 30,000 บาท ราคาเฉลี่ยของโน้ตบุ๊คลดลงจาก 35,000 บาท ลงมาอยู่ที่ 25,000 บาท จะเห็นว่ามูลค่าการขายลดลง และจำนวนสินค้าที่ขายไม่ได้ลด เนื่องจากส่วนแบ่งตลาดของเน็ตบุ๊ค ที่มีราคาถูกกว่า และสภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มซบเซา

จาก ผลการจัดงานยอดจำหน่าย และมูลค่าที่ขายได้เท่านี้ในฐานะผู้จัดงานถือว่าพอใจมากแล้ว และทางผู้ผลิตสินค้าไอทีที่เข่ามาร่วมงานก็พอใจเช่นกัน ก่อนหน้าที่เกรงว่าการจัดงานจะได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายกลุ่มผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต. ค. พอรู้ว่ามีคนบาดเจ็บล้มตายผู้ผลิตหลายรายตัดสินใจไม่มาร่วมงาน บางแบรนด์ก็ให้ตัวแทนมาเอง เพราะกลัวว่าจะขายได้ไม่ดีในงานนี้ แต่โชคดีที่งานคอมเวิล์ดได้อานิสงค์จากงานกล้องมาช่วย รวมทั้งเลนส์ราคาแพงๆ และฮาร์ดดิสก์เอ็กซเทอร์นอลก็ขายดี จนผู้บริหารของเวสเทิร์นดิจิตอลต้องมาแสดงความยินดีเลยทีเดียวนายวิโรจน์ กล่าว ด้วยน้ำเสียงที่ยินดี

ผจก.ทั่วไป บ.ดิแอสไพเรอร์สฯ ให้ความเห็นถึงอนาคตตลาดไอทีช่วงสิ้นปี 2551ไปจนถึงต้นปี 2552 ว่า ขณะนี้ ผู้จัดงานคงวางแผนยาวๆ ไม่ได้อีกแล้ง ต้องคิดกันแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ ที่สำคัญสถานการณ์บ้านเมืองจากนี้ไปจะได้ข้อสรุปเพื่อยุติปัญหาหรือไม่ หากถึงเวลานั้นแล้วยังไม่จบอาจต้องเลือนงานออกไป ในมุมของตัวแทนจำหน่ายสินค้าไอที น่าจะมีการสต็อกสินค้าน้อยลง งานนี้ ถือเป็นการระบายสินค้าไปพอสมควร เชื่อว่าไม่น่าเจอปัญหาเพราะทุกคนเคยมีบทเรียน ค่ายผู้ผลิตจะลำบากเนื่องจากยอดจำหน่ายตกลงไปมาก แต่ยังกล้าสั่งของเข้ามาจำหน่าย เช่น เอชพี ทัชสมาร์ทพีซี ที่คิดว่าจะเข้ามาจำหน่ายไม่ทัน แต่สุดท้ายสั่งเข้ามาจำหน่ายได้ เหมือนกับเอเซอร์ที่เอาพีซี อี- แมชีนมาแนะนำในงาน แม้แต่เอชพีที่บ่นๆ ว่าขายไม่ดียังขายพีซีโน้ตบุ๊ครวมได้กว่า 6,000 ยูนิต

นาย วิโรจน์ กล่าวถึงเทรนด์ตลาดเน็ตบุ๊คที่ถือเป็นสีสันในงานนี้ว่า ถือเป็นการแจ้งเกิดให้กับแทบทุกค่ายที่เอามาจำหน่าย อาทิ เดลล์ ก็เลือกเปิดตัวเน็ตบุ๊คในงานนี้ เลอโนโวก็นำเอามาจำหน่ายในงานราคาพิเศษลดลงอีก 2,000 บาท แบรนด์เล็กๆ อย่าง เอ็มเอสไอ ก็ได้รับการตอบรับดี เพราะทางตัวแทนจำหน่ายทำการบ้านมาดี อัสซุส เจ้าตลาดนี้ก็ขายอีพีซีรุ่นเก่าจอ 7 นิ้วรวดเดียว 160 เครื่องให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่งใน กทม.แต่ที่คนนิยมยังเป็นรุ่นขนาดจอ 9 นิ้ว นี้ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าเน็ตบุ๊คยังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกมาก และผู้ผลิตแต่ละรายไม่เจ็บตัว เพราะมีการบริหารจัดการสต็อกสินค้าดี

ด้าน นายพรเทพ วัชระอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัทอัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นว่า สำหรับงานคอมเวิล์ด 2008 ถือว่าเป็นงานที่คาดการณ์ได้ลำบาก เนื่องจาก 2 วันแรกที่จัดงาน ตรงกับวันที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเคลื่อนมาปิดล้อมหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงทำให้คนส่วนหนึ่งไม่กล้าที่จะมาเดินที่สยามพารากอน แม้ว่าทางอัสซุส หรือค่ายคู่แข่งจะพยายามลดราคาลงแล้ว ก็ไม่มีคนมาซื้อเพิ่ม

กก. ผจก.บริษัทอัสซุสเทคฯ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ภาพรวมงานครั้งนี้ยังพอรับได้ เมื่อมองไปถึงงานต่อไป คือ พันธุ์ทิพย์ไอที ฮอตเซลล์ และคอมมาร์ต คอมเทค 2008 รวมทั้งการจำหน่ายในช่องทางหน้าร้านปกติ ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก และมองว่าในงานไอที เช่น คอมมาร์ตฯ จะแข่งขันกันดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชัน หรือ การเล่นสงครามตัดราคา อาจมีให้เห็น เพื่อเอายอดขายในงานนี้มาชดเชยกัน รวมถึงการกระจายตลาดออกไปต่างจังหวัด ด้วยการทำโปรโมชันให้เหมือนในงานคอมมาร์ต เป็นต้น

นาย พรเทพ ให้ความเห็นถึงกระแสความนิยมเน็ตบุ๊คว่า คงไม่เกี่ยวกับการแย่งตลาดโน้ตบุ๊คธรรมดา เพราะโน้ตบุ๊คเมืองไทยขายถูกกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียอยู่แล้ว เพราะต้นทุนถูกลง แต่ก็อาจจุดกระแสเรื่องสงครามราคาได้ โดยความสนใจของผู้บริโภคระหว่างโน้ตบุ๊คกับเน็ตบุ๊ค ยังมีพอๆ กัน แต่โน้ตบุ๊คก็ยังเป็นเจ้าตลาด เพราะขายได้มากกว่า ประสิทธิภาพการใช้งานดีกว่า ขณะที่เน็ตบุ๊คเวลานี้ผู้บริโภคมองเป็นพีซีเครื่องที่ 2 หรือ พีซีเครื่อแรกสำหรับเด็กเล็ก เท่ากับว่าลูกค้าส่วนมากยังเป็นลูกค้าที่มีประสบการณ์ หรือมีความรู้ด้านไอทีถึง 60% ที่ใช้เน็ตบุ๊ค

เมื่อยอด จำหน่ายสินค้า และคนที่เดินมางานลดลง เป็นสิ่งที่ยืนยันชัดว่าสภาพเศรษฐกิจ และปัญหาความไม่สงบจากการชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง มีผลต่อความมั่นใจและการตัดสินใจของผู้บริโภคไทย ในขณะนี้ แม้ว่าโปรโมชัน หรือราคาจะดึงดูดใจมากเพียงใด แต่ถ้าไม่มีคนมางาน ก็ไม่มีความหมาย

เช่น เดียวกับ ในมุมผู้บริโภค ควรวางแผนการจับจ่ายให้เหมาะสมกับรายได้ เลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นหรือต้องการจริงๆ ในราคาที่เหมาะสม หรือมีคุณสมบัติเพียงพอกับความต้องการ สงครามราคาอาจจะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภค แต่ในระยะยาวก็เป็นการทำลายตลาด และกลไกธุรกิจในช่องทางปกติ รวมถึงกระทบกับการให้บริการหลังการขาย ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่เป็นการต่อต้านไม่ให้ซื้อของถูก แต่บทเรียนที่ผ่านมาก็มีให้เห็นอยู่แล้วว่าของถูก ก็ไม่ได้ดีเสมอไป…

จุลดิศ รัตนคำแปง
itdigest@thairath.co.th

http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology03a&content=109135


หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
Tagged: , , , , , , ,

แค่เคาะแป้นคีย์บอร์ดก็เสี่ยงถูกล้วงตับแล้ว

ตุลาคม 27, 2008 · ให้ความเห็น


:

คนมันคิดจะโกงซะอย่าง มันก็หาวิธี และเครื่องมือล้วงข้อมูลลับของคนอื่นจนได้น่า

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : เพียงแค่พิมพ์งาน เล่นเน็ต หรือเล่นเกม คุณก็เสี่ยงถูกล้วงความลับเสียแล้ว เมื่อนักวิจัยจากสวิสเซอร์แลนด์ พบว่า อาชญากรออนไลน์เริ่มหาทางขโมยข้อมูลส่วนตัวได้โดยไม่ต้องถอดอะไรให้วุ่นวาย แค่มีเครื่องจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเมื่อแป้นคอมพิวเตอร์ถูกเคาะก็ล้วงรหัส ลับบัตรเครดิต หรือพาสเวิร์ดได้แล้ว

มาร์ติน โวน็อกซ์ และซิลเวน ปาซินี่ นักศึกษาปริญญาเอกจากห้องปฏิบัติการรหัสและความปลอดภัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งโลซาน สหพันธรัฐสวิส  ทำการทดสอบแป้นพิมพ์ที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกัน 11 แบบ รวมถึงแป้นพิมพ์ของโน๊ตบุ๊ก โดยใช้โปรแกรมเจาะระบบข้อมูลที่พัฒนาขึ้นเอง 4 แบบ  และพบว่า แป้นพิมพ์ทุกแบบเสี่ยงที่จะถูกเจาะข้อมูล ด้วยโดยโปรแกรมที่เขาคิดขึ้นอย่างน้อย 1 โปรแกรม ซึ่งหนึ่งใน 4 โปรแกรมสามารถล้วงข้อมูลได้ไกลถึง 20 เมตร

ในการทดสอบ นักวิจัยใช้เสาอากาศรับคลื่นวิทยุจับรังสีคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าแผ่ออกมาเมื่อแป้นพิมพ์ถูกกด

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การเจาะระบบที่เราทำขึ้นนั้น สามารถพิสูจน์ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง” นักศึกษาปริญญา เอกกล่าว

อย่างไรก็ดี รายละเอียดงานวิจัยในครั้งนี้ยังมีให้เห็นน้อย เนื่องจากการทดสอบยังคงทำโดยการเชื่อมต่อแป้นพิมพ์กับโน๊ตบุ๊คที่ใช้พลังงาน จาก แบตเตอรี่ และไม่ได้ทดสอบเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์พีซีหรือการต่อเข้ากับจอแอลซีดี ซึ่งอาจจะทำให้ประสิทธิภาพในการจับคลื่นสัญญาณลดลง

http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/26/news_306347.php

หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
Tagged: , , , , , , ,

แนะพ่อแม่ยุคไซเบอร์ ต้องส่งเสริมลูก ใช้คอมฯให้ถูกทาง

ตุลาคม 20, 2008 · ให้ความเห็น

แนะพ่อแม่ยุคไซเบอร์ ต้องส่งเสริมลูก ใช้คอมฯให้ถูกทาง [20 ต.ค. 51 - 11:35]

นาย แพทย์ปราการ ถมยางกูร จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “พ่อแม่ยุคใหม่รับมืออย่างไรกับเด็กไซเบอร์” ซึ่งจัดโดยสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ หรือ TK park วานนี้ (19 ต.ค.) ว่า ปัจจุบันเป็นโลกของยุคที่เรียกว่าไซเบอร์ ที่ทุกคนสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้หมด ซึ่งมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้เลือกรับจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็มีสิ่งที่เป็นโทษแทรกซึมเข้ามา โดยที่เราไม่สามารถกลั่นกรองหรือสกัดกั้นได้ทั้งหมด อาทิ เรื่องของการใช้ความรุนแรง หรือเรื่องทางเพศที่ปรากฎอยู่ในเกมส์ต่างๆ ผู้ใช้ควรเลือกใช้แต่ด้านที่ให้ประโยชน์และความรู้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะต้องดูแลและให้คำแนะนำแก่เด็ก

“วิธีที่จะทำให้พ่อแม่รู้ว่าลูกใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตอย่างไร นั้น มีอยู่หลายวิธี ทั้งการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ไปตั้งไว้ในห้องส่วนกลาง การใช้อินเตอร์เน็ตไปพร้อมๆ กับลูก ถือเป็นการใช้เวลาร่วมกันและช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวได้อีกทาง หนึ่ง หรือการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้เป็นของส่วนรวม โดยบอกกับลูกว่าเป็นของพ่อแม่ แต่อนุญาตให้ลูกยืมเล่นได้ตามวันและเวลาที่พ่อแม่กำหนดให้” นายแพทย์ปราการ กล่าว

นายแพทย์ปราการ ยังกล่าวต่อว่า การที่พ่อแม่จะห้ามไม่ให้ลูกเล่นคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตนั้นเป็นเรื่อง ยาก เนื่องจากพ่อแม่ไม่สามารถที่จะดูแลลูกได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากใช้คำพูดรุนแรงหรือห้ามไม่ให้ลูกเล่น อาจทำให้เด็กเกิดความรู้สึกต่อต้านและต้องการเอาชนะ ดังนั้น พ่อแม่ควรพูดคุยตกลงกับลูกให้เข้าใจเสียก่อน โดยอาจมีการตั้งกฎหรือสัญญาบางประการร่วมกับลูกไว้ล่วงหน้า ไม่ควรปล่อยให้เกิดปัญหาแล้วจึงว่ากล่าวลูกภายหลัง

“ต้องยอมรับและเข้าใจว่าปัจจุบันมีสิ่งยั่วยุอยู่รอบตัวเด็กมากมาย สิ่งที่ดีอยู่ตรงหน้าและสิ่งที่ไม่ดีก็อยู่ตรงหน้า หากจะห้ามทุกอย่างห้ามตลอดก็คงจะเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่พ่อแม่ควรทำก็คือการสร้างกรอบให้กับลูก แต่กรอบดังกล่าวต้องสามารถยืดหยุ่นได้บ้าง เพื่อไม่ให้ลูกเกิดความรู้สึกว่าโดนบังคับจนหันไปทำสิ่งผิดๆ อย่างอื่น หากลูกเกิดอาการติดเกมส์ ควรรีบหาทางแก้ไข ไม่ใช่ปล่อยให้ผ่านไปเป็นเวลานานจนไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะเด็กบางรายนั้นติดเกมส์มากถึงขนาดเล่นทั้งวันทั้งคืนไม่ยอมไปโรงเรียน จนทำให้เสียการเรียนถึงขั้นโดนไล่ออกก็มี” จิตแพทย์โรงพยาบาลราชวิถี กล่าว

นางดวงเนตร แซ่ตั้ง ผู้เข้าร่วมงานเสวนาดังกล่าว กล่าวถึงประโยชน์ที่ลูกชายได้รับจากการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตว่า วิธีที่จะทำให้ลูกได้ประโยชน์มากกว่าโทษจากการใช้คอมพิวเตอร์คือ การที่พ่อแม่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมและสนับสนุนลูก พ่อแม่จึงจำเป็นต้องรู้และเข้าใจสิ่งที่ลูกทำ ด้วยการศึกษาข้อมูลและลงมือปฏิบัติควบคู่กันไป

“วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือการดูแลลูกอย่างใกล้ชิด พ่อแม่จะต้องใช้เวลาอยู่กับลูกให้มากกว่าเดิม ถ้าอยากเข้าใจในสิ่งที่เด็กทำ เราต้องคลุกคลีและเข้าใจในสิ่งนั้นด้วย หากเจอสิ่งที่ไม่ดีก็ต้องบอกกับลูกทันทีว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งไม่ดีไม่สมควรทำ และต้องคอยหาวิธีเบี่ยงเบนความสนใจของลูก ด้วยการพาไปทำกิจกรรมอื่นๆ บ้าง” นางดวงเนตร กล่าว

http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology03b&content=108316

หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
Tagged: , , , , , , , , ,

ออกแล้วสำหรับ HP MAX ประจำเดือน กันยายน 2551 (September 2008)

กันยายน 1, 2008 · ให้ความเห็น

โปรโมชั่นใหม่จาก HP ประจำเดือน กันยายน 2551

พบกัน Notebook Compaq presario,business and Commercial ,hp pavilion, พร้อม Promotion ใหม่ประจำเดือน

HP Touchsmart IQ508d,HP Desktop PC,Workstation ,HP Designjet,Printer,Ipaq ครบถ้วนทุก Promotion

Download Click

หมวดหมู่: ้hp
Tagged: , , , , , , , ,

พรบ.และประกาศกระทรวง ict ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550

สิงหาคม 26, 2008 · ให้ความเห็น

วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 16:45:58 น. มติชนออนไลน์ จำนวนคนอ่านล่าสุด 1433 คน

23 ส.ค.บังคับใช้กฎหมายจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ คาดเงินสะพัดธุรกิจจัดเก็บข้อมูลเป็นพันล้าน

P { margin: 0px; } การติดต่อสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตนิยมไปทั่วโลก ในไทยเองก็มีการใช้งานงแพร่หลายทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ขณะเดียวกันอาชญากรรมที่เกิดขึ้นจากคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลเสียหายทั้งต่อบุคคลและองค์กร เช่น การขโมยข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ทำธุรกรรมทางการเงิน การก่อกวนและสร้างเว็บไซต์ปลอม การหมิ่นประมาทผ่านทางเว็บบอร์ด การเผยแพร่ภาพจากการตัดต่อเพื่อทำลายชื่อเสียง เป็นต้น   ส่งผลให้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2550  เพื่อให้การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้อย่างถูกต้อง โดยที่หน่วยงานหรือผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ต้องมารับผิดชอบแทน จึงมีการกำหนดให้มีการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (Log File)  จะเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดได้ โดยในวันที่ 23 สิงหาคม 2551 จะเป็นวันแรกที่กฎหมายจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จะมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ หลังจากที่ผ่อนผันมาเป็นเวลา 1 ปี   มีผลสำคัญทำให้หน่วยงานที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์และสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตตามที่กฎหมายกำหนด เช่น หน่วยราชการ สถานศึกษา บริษัท ห้างร้าน ธนาคาร โรงแรม ร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ เป็นต้น จะต้องทำการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่สามารถระบุตัวบุคคลที่เข้าใช้งานเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 90 วัน   โดยข้อมูลดังกล่าวจะต้องอยู่ในลักษณะที่ไม่มีบุคคลใดสามารถเข้าไปแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้ หากไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตามกฎหมายปรับไม่เกิน 500,000 บาท และหากเจ้าหน้าที่ขอเรียกดูข้อมูลแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง จะถูกปรับไม่เกิน 200,000 บาท และต่อเนื่องอีกวันละไม่เกิน 5,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติได้ถูกต้อง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าหลังการบังคับใช้กฎหมายอย่างสมบูรณ์จะส่งผลต่อภาคธุรกิจในหลายแง่มุม โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

สาระสำคัญของกฎหมายจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์
ที่ผ่านมาได้มีผู้กระทำการก่ออาชญากรรมในระบบคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลและองค์กร รวมทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ โดยกฎหมายที่มีอยู่ ยังไม่เอื้อต่อการป้องกันและปรามปรามการกระทำดังกล่าว
ประโยชน์จากการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์
- ช่วยให้มีหลักฐานและสามารถจับตัวผู้กระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ได้อย่างถูกต้อง
- ช่วยในการวิเคราะห์และจัดการระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่ต้องจัดเก็บ
- ข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลที่ใช้งาน เช่น ชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน User-ID เป็นต้น
- ข้อมูลระบุวันเวลาที่ใช้งาน
- ข้อมูล IP Address
- อื่นๆ (ดูเพิ่มเติมตามประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

บทลงโทษกรณีไม่ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์
- กรณีไม่ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ตามที่กฎหมายกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท
- กรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ขอเรียกดูข้อมูลแล้วไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง มีโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท และปรับอีกวันละไม่เกิน 5,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติได้ถูกต้อง

ธุรกิจจัดเก็บข้อมูลได้อานิสงส์ … อาจเพิ่มมูลค่าตลาดกว่า 500-1,000 ล้านบาท

หลังจากประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เรื่อง หลักเกณฑ์การเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ วันที่ 23 สิงหาคม 2550 โดยให้ระยะเวลา 1 ปี สำหรับหน่วยงานต่างๆ ได้ทำการปรับตัวและหันมาพัฒนาระบบไอทีตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งกลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และกลุ่มผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (Internet Service Provider: ISP) ได้เริ่มทำการจัดเก็บข้อมูลตามที่กฎหมายระบุไปแล้ว   โดยยังมีอีกหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ยังขาดการเตรียมพร้อมด้านระบบไอทีเพื่อรองรับกับกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ดังจะเห็นได้จากการสำรวจของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พบว่า หน่วยงานของรัฐ 170 แห่ง มีความพร้อมในการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์เพียงประมาณร้อยละ 47 เท่านั้น ส่วนที่เหลือยังไม่มีความพร้อมทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบุคลากร   ส่วนภาคเอกชนก็คาดว่าเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้นที่มีความพร้อม โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาความปลอดภัยของข้อมูล เช่น สถาบันการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันภัย   แต่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กคาดว่าหลายองค์กรจะยังไม่มีความพร้อมหรือยังไม่ได้ลงทุนพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า จำนวนสถานประกอบการที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมีอยู่ประมาณร้อยละ 13 หรือประมาณ 106,618 แห่ง จากทั้งหมด 820,137 แห่ง โดยแบ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ประมาณ 2,237 แห่ง ธุรกิจขนาดกลางประมาณ 6,651 แห่ง และธุรกิจขนาดเล็กประมาณ 97,412 แห่ง คาดว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของสถานประกอบการดังกล่าวยังไม่มีความพร้อมด้านระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์   ดังนั้น หลังการบังคับใช้กฎหมายอย่างสมบูรณ์ คาดว่าจะทำให้เกิดการลงทุนพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ครั้งใหญ่ โดยเงินลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์อย่างสมบูรณ์สำหรับองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็กจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่าประมาณ 100,000 บาทต่อองค์กร และองค์กรขนาดใหญ่จะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่าประมาณ 1,000,000 บาทต่อองค์กร โดยยังขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลที่ต้องทำการจัดเก็บด้วย   ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าหากการบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างเข้มงวด โดยมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูล จะส่งผลให้เกิดเม็ดเงินลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์กว่าประมาณ 500-1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7-14 เมื่อเทียบกับมูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีของภาคธุรกิจโดยรวมในปี 2550 ที่มีมูลค่าประมาณ 74,089 ล้านบาท ซึ่งนับว่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจจัดเก็บข้อมูลทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการ   ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาก็เริ่มมีผู้ให้บริการรายใหม่เข้าสู่ตลาดจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีงบประมาณลงทุนไม่สูงนักและคิดค่าบริการเป็นรายเดือนหรือรายปี ส่วนผู้ให้บริการรายเดิมที่อยู่ในตลาดมักจะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งจะมีการลงทุนด้านระบบไอทีอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว   แต่ก็คาดว่าการบังคับใช้กฎหมายจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จะทำให้หลายองค์กรต้องลงทุนในส่วนนี้เพิ่มเติม สำหรับหน่วยงานภาครัฐคาดว่าจะใช้บริการ Outsource จากศูนย์ปฏิบัติการ Security Operations Center (SOC) ของภาครัฐ เนื่องจากมีต้นทุนค่าบริการไม่สูงนัก รวมทั้งยังช่วยป้องกันปัญหาเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลด้วย   ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าในกรณีองค์กรขนาดใหญ่น่าจะเห็นถึงความจำเป็นในการดำเนินการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด แต่องค์กรขนาดเล็กที่ผู้ประกอบการมองว่าสามารถควบคุมพนักงานในองค์กรของตนไม่ให้กระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ และมองไม่เห็นประโยชน์จากการลงทุนดังกล่าว ก็อาจตัดสินใจไม่ลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลได้

ธุรกิจอื่นๆ ได้รับผลกระทบ … โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก มีต้นทุนดำเนินการเพิ่มขึ้น แม้ธุรกิจจัดเก็บข้อมูลจะได้รับผลดีจากการบังคับใช้กฎหมายจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ แต่โดยภาพรวมแล้วจะส่งผลให้ธุรกิจส่วนใหญ่ต้องมีต้นทุนในการดำเนินงานมากขึ้น เนื่องจากต้องลงทุนพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งถ้าธุรกิจมีการลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ตามที่กฎหมายกำหนด อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 บาทต่อองค์กร สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก และประมาณ 1,000,000 บาทต่อองค์กร สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ในขณะที่ปัจจุบันภาคธุรกิจต้องเผชิญปัญหาต้นทุนในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันและวัตถุดิบที่สูงขึ้น รวมทั้งยังเผชิญปัญหายอดขายชะลอตัวลงจากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ซึ่งต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลนั้นอาจจะส่งผลให้ต้นทุนดำเนินงานของภาคธุรกิจเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าทางออกประการหนึ่งสำหรับการแก้ปัญหาในเรื่องนี้นั้น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กอาจเลือกใช้วิธีการเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง โดยอาจซื้อหรือดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่ไม่คิดค่าบริการ (Freeware) มาใช้ในการจัดการข้อมูล และจัดเก็บข้อมูลลงในฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำให้ใช้เงินลงทุนไม่มากนัก ซึ่งธุรกิจที่จะเลือกใช้วิธีนี้ได้นั้นจะต้องมีปริมาณข้อมูลที่จัดเก็บไม่มากและไม่ซับซ้อน โดยวิธีการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวจะต้องอยู่บนพื้นฐานสำคัญที่จะต้องไม่มีบุคคลใดสามารถเข้าไปแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ รวมทั้งจะต้องได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย โดยอาจขอรับคำปรึกษาเพิ่มเติมจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง หรืออาจเลือกใช้บริการ Outsource จัดเก็บข้อมูลที่คิดค่าบริการเป็นรายเดือน เพื่อช่วยลดภาระกระแสเงินสดที่ต้องจ่ายออกไปในครั้งเดียวเป็นจำนวนมาก   ปัญหาสำคัญประกาศหนึ่งของกฎหมายจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ คือ ความรู้ความเข้าใจของผู้ที่อยู่ในข่ายต้องจัดเก็บข้อมูล ซึ่งคาดว่าจะมียังมีหลายหน่วยงานที่ไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องในกฎหมายดังกล่าว โดยเฉพาะธุรกิจหรือองค์กรขนาดเล็ก ดังนั้น ภาครัฐจึงควรเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมทั้งชี้ให้เห็นถึงประโยชน์และความสำคัญจากการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์   รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่มีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินที่สูงสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก   ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่แม้จะเป็นจำนวนเงินที่ไม่สูง แต่ก็อาจทำให้องค์กรต้องสูญเสียชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือในการดำเนินงานได้ หากประเมินเป็นมูลค่าความเสียหายทางธุรกิจอาจมีมูลค่าสูงกว่าจำนวนเงินค่าปรับก็เป็นได้

หมวดหมู่: ไม่มีหมวดหมู่
Tagged: , , , , , , , , ,