Monthly Archives: September 2010

รีวิว HP LaserJet Pro p1102w จากประสบการณ์

ประสบการณ์การใช้เครื่องพิมพ์ HP LaserJet Pro P1102w

ผู้เขียนได้ซื้อเครื่องพิมพ์ HP LaserJet Pro P1102w มาเมื่อแทนตัวเก่าที่ใช้มานานแล้ว ดูตามราคาแล้วค่อนข้างถูกเพราะว่าสามารถพิมพ์แบบไร้สายได้ด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องพิมพ์ตัวเก่าเรื่องของการพิมพ์ตัวนี้จะค่อนข้างประหยัดกว่า และเครื่องพิมพตัวนี้มีดรัมแบบอยู่ในตัว(built in) ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของที่จะต้องซื้อในตอนที่เราใช้เครื่องพิมพ์ไปซักระยะหนึ่ง

การติดดตั้ง HP Laserjet Pro P1102w
สำหรับผู้ใช้ Windows นั้นไม่มีปัญหาอะไร เพราะว่าตัวเครื่องพิมพ์มีซอฟต์แวร์ไดรฟ์เวอร์มาให้อยู่แล้ว การติดตั้งทำได้ง่ายๆสไตล์วินโดวส์
สำหรับผู้ใช้ Linux การติดตั้งก็ไม่ยากเกินไป(ผู้เขียนทดสอบกับ Ubuntu 10.04) ลองค้นใน Google คำว่า “hp laserjet p1102w driver for ubuntu” น่าจะเจอ
สำหรับผู้ใช้ MAC ทางผู้เขียนไม่ได้ลอง(ไม่เคยใช้ Mac) แต่ว่าเครื่องพิมพ์นี้รองรับการใช้ OSX อยู่แล้ว เครื่อง Mac น่าจะติดตั้งได้แบบง่ายๆเลย เช่นกัน

คุณภาพงานพิมพ์ของ HP Laserjet Pro P1102w
พูดถึงตัวเครื่องพิมพ์เองค่อนข้างเล็กและกินที่น้อย ตัวใส่กระดาษเองก็ไม่ต้องการพื้นที่เพิ่ม ส่วนคุณภาพการพิมพ์ก็จัดว่าดีทีเดียวและยังพิมพ์ได้เร็วอีกด้วย สำหรับผมแล้วเครื่องพิมพ์เลเซอร์ของค่าย HP ค่อนข้างที่จะเชื่อถือได้ดีทีเดียวพร้อมทั้งมีไดรฟ์เวอร์รองรับกับ OS ที่เราต้องการทั้ง Windows และ Linux

สรุป เป็นเครื่องพิมพ์ที่ค่อนข้างใช้งานได้ดีทีเดียว และเป็นรุ่นราคาประหยัด พร้อมใช้งานแบบไร้สายด้วย ขนาดกะทัดรัด ประหยัดพื้นที่จัดวาง เหมาะสำหรับใช้งานปานกลางไม่หนักมากนัก(แต่จริงๆมีก็มีคนนำไปใช้งานแบบ heavy ก็พอได้)

Samsung R478 ดูดีมีไสตล์พร้อมความเร็วที่เพิ่มขึ้น

จะเป็นไปได้หรือไม่ที่คอมพิวเตอร์แบบพกพาที่สวยเด่นจะมีประสิทธิภาพระดับสุด ยอด? แน่นอน Samsung นำเสนอคุณลักษณะทั้งสองอย่างให้แก่คุณ Samsung R478 มีดีไซน์ระดับไฮเอนด์ พร้อมประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม เช่น จอแสดงผล 16:9 HD LED ซึ่งให้ภาพที่คมชัดและสีสันที่สดใส ด้วยเคลือบผิวแบบ New Touch of Color และลวดลาย crystal-S ที่ดูสะดุดตา รวมถึงโครงเครื่องที่แข็งแรงทนทาน ลดความเสี่ยงต่อรอยขีดข่วนและรอยนิ้วมือ Samsung R478 จึงทำให้ไลฟ์สไตล์ของคุณดูโดดเด่นกว่าใคร นอกจากนี้ ไฟส่องสว่างที่ทัชแพดและแป้นพิมพ์ขนาดเล็ก ช่วยเพิ่มความเพลิดเพลินใจและปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างเต็ม ศักยภาพ

สีสันสวยงาม เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ

Samsung นำเสนอดีไซน์ Touch of Color ที่ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่สะดวกสบาย สร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริง ตัวเครื่อง R478 ใช้สีแบบไล่ระดับ พร้อมด้วยดีไซน์ crystal S ที่ดูสะดุดตา ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ Intel® Core™ i3* ให้พลังการประมวลผลสูงสุด แป้นพิมพ์แบบแยกส่วนให้รูปลักษณ์ที่กลมกลืนและเพิ่มความสะดวกสบายในการพิมพ์ ทัชแพด LED ให้สัมผัสที่เรียบลื่น ตอบสนองต่อการสั่งการได้อย่างฉับไว ดีไซน์ Touch of Color ของ Samsung ทำให้คุณดูโดดเด่นและแตกต่าง
*อุปกรณ์เสริมจากโรงงาน

มารู้จักความแตกต่างระหว่าง Open Source กับ Free Software

เพราะ คำ ว่า Open Source (ซอฟต์แวร์แบบเปิดเผยรหัสต้นฉบับ) และ Free Software (ซอฟต์แวร์เสรี) สำหรับบางคนแล้วคำสองคำนี้อาจจะมีความหมายถึงขั้นเป็นลัทธิความเชื่อที่ ห้าม… ห้ามใครมาแตะต้อง

ไม่ น่าเชื่อครับ สังคมของ Open Source และ Free Software ก็เหมือนกัน บางทีถ้าหากมีคนพูดไปในแง่ลบอาจได้รับการตอบโต้แบบถึงพริกถึงขิงได้ ทั้งที่แท้จริงแล้วทั้ง Open Source และ Free Software นั้น เป็นเพียงระบบการทำงานแบบหนึ่ง ซึ่งจะต้องเข้าใจกันก่อนว่าเมื่อพูดถึงระบบในโลกนี้แล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นของสมบูรณ์แบบ และสามารถผูกขาดใช้ได้กับทุกงานและทุกคนไปเสียหมดทุกอย่าง ทุกระบบย่อมมีข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นเราจึงต้องพยายามศึกษาเปรียบเทียบเพื่อดึงมาใช้ให้เหมาะสมและเป็น ประโยชน์กับเราให้มากที่สุด หลายคนมองว่า Open Source และ Free Software นั้นอยู่ตรงกันข้ามกับ Proprietary Software (หมายถึงซอฟต์แวร์ที่มีเจ้าของ มีมาตรฐานผูกขาดอยู่เฉพาะตัว) แต่จริงๆ แล้วคำว่า Open Source และ Free Software ทั้งสองคำนี้ก็ยังมีข้อแตกต่างกันอยู่ สำหรับนักนิยมซอฟต์แวร์เสรีบางคนถึงกับไม่ยอมรับให้ Open Source และ Free Software เป็นคำที่มีความหมายเหมือนกันเสียด้วยซ้ำไป เรื่องนี้จะเป็นอย่างไรนั้น เห็นทีจะต้องไปถามบิดาผู้ให้กำเนิดนิยามคำว่า ซอฟต์แวร์เสรี และองค์การซอฟต์แวร์เสรี (Free Software Foundation) ที่ชื่อว่า ริชาร์ด เอ็ม สตอลล์แมน ผู้ที่มักจะพูดว่า “คำว่าฟรีในฟรีซอฟต์แวร์นั้น ไม่ใช่ของฟรี แต่หมายถึงฟรีดอม (Freedom : เสรีภาพ) ต่างหาก”

จริงๆ คำว่า Free Software นั้นถือกำเนิดขึ้นมานานแล้ว และก็มีคนหาว่าสตอลล์แมนนี่จะบ้าหรือเปล่าทำซอฟต์แวร์ออกมาแจกจ่ายให้ใช้ฟรี ไม่พอ ยังเปิดเผยซอร์สโค้ดให้อีกด้วย แต่สตอลล์แมนก็ทำได้ครับ ใครจะว่าก็ว่าไป แกก็ทำของแกไปเรื่อยๆ แถมยังชักชวนผู้คนมาร่วมทีมงานกันใหญ่โต จนจัดตั้งเป็นองค์การซอฟต์แวร์เสรี (Free Software Foundation ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของ FSF) ที่เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งหน่วยงานแห่งนี้ก็ได้พัฒนาซอฟต์แวร์ตั้งแต่เอดิเตอร์ชั้นดีอย่าง Emacs ไปจนถึงคอมไพเลอร์ และเครื่องมือพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งซอฟต์แวร์แทบทุกตัวจะพัฒนาบนยูนิกซ์ (นัยว่าสมัยเริ่มแรกยูนิกซ์ก็มีการเปิดเผยซอร์สโค้ด และแจกจ่ายกันอยู่แล้วตั้งแต่สมัย BSD Unix คาดว่าทาง FSF ก็ได้รับรากฐานมาจากซอฟต์แวร์ของ BSD Unix นี่แหละ) พอลีนุกซ์ถือกำเนิดขึ้น ก็มีกระทาชายนายหนึ่งเฝ้าสังเกตถึงการเจริญเติบโตของสังคมลีนุกซ์ ซึ่งเขามีความรู้สึกว่า กระบวนการเติบโตของลีนุกซ์ ที่นำโดยลีนัส โทรวัลด์นั้น ถึงแม้จะคล้ายแต่ก็มีความแตกต่างไปจากแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ Free Software ซึ่งนายคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน นายอีริค สตีเฟ่น เรย์มอนด์ นั่นเอง (ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของ อีริค สตีเฟ่น เรย์มอนด์) เรย์มอนด์ ไม่เพียงแต่ศึกษาการเติบโต และความสำเร็จของลีนุกซ์นะครับ เขาถึงกับทดลองลงไปพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้แนวคิดการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ “เปิด” ที่คล้ายกันกับการพัฒนาเคอร์เนลของ ลีนุกซ์ กับซอฟต์แวร์ที่ชื่อ “Fetchmail” การเข้าไปศึกษาแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบนี้ของเรย์มอนด์ ทำให้เขาถึงกับตั้งนิยามแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ในลักษณะนี้ขึ้นมาใหม่ว่า “Open Source” พร้อมทั้งพยายามเผยแพร่ปรัชญาโอเพ่นซอร์สให้ผู้คนและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้ รับรู้ในวงกว้าง ทั้งยังตีพิมพ์ประสบการณ์ของเขากับการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพ่นซอร์สใน หนังสือชื่อ “The Cathedral and the Bazaar” ออกมาด้วย และนับแต่นั้นเป็นต้นมาคำว่าโอเพ่นซอร์สก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เคียงข้างกับความสำเร็จของลีนุกซ์ อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส ติดตามมาอีกแทบนับไม่ถ้วน

แต่ แล้วเรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น เมื่อริชาร์ด สตอลล์แมน เจ้าพ่อซอฟต์แวร์เสรีไม่เห็นด้วยกับคำว่า Open Source และรณรงค์ให้ผู้คนเปลี่ยนหันมาใช้คำว่า Free Software และอ้างว่าคำว่า Open Source ไม่ได้ส่งเสริมและให้ความชัดเจนกับปรัชญาเรื่อง “เสรีภาพ” นอกจากนี้ถึงแม้ลีนุกซ์จะเป็นโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์อิสระที่ไม่ได้อยู่ภาย ใต้โครงการของ FSF แต่เนื่องจากลีนุกซ์เป็นเพียงเคอร์เนลหลักที่มายืมใช้ซอฟต์แวร์จาก FSF ทั้งหมด (มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นทั้งหมดหรอก มีส่วนประกอบอื่นๆ อีกมากที่ไม่ได้ใช้จาก FSF เหมือนกัน) นายสตอลล์แมนเลยต้องการให้เปลี่ยนจากชื่อ Linux เป็น GNU/Linux เพื่อแสดงความเคารพต่อ GNU และ FSF (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของ FSF) พอ เรื่องราวกลายเป็นอย่างนี้ก็เกิดความตกตะลึงกันทั้งวงการ ก็ไหนบอกว่าเป็นของฟรี ไหนบอกว่าเป็นเรื่องของสิทธิเสรีภาพ แล้วทำไมถึงมีการจำกัดสิทธิต้องมาเรียกตามแบบโน้นแบบนี้ด้วย เรื่องนี้ถึงกับแตกแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่ายโต้เถียงกันขนาดหนัก นี่แหละครับตามหัวข้อเรื่องของผมเป๊ะเลย

ใน เหตุผลเบื้อง ลึกกว่านั้นอาจจะพอกล่าวได้ว่าค่ายที่นิยมการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ Free Software อย่างเข้มข้นจะปฏิเสธการปฏิสัมพันธ์กับระบบซอฟต์แวร์แบบลิขสิทธิ์ ซึ่งอาจจะตีความได้ว่าเป็นแนวคิดเชิงฝ่ายซ้ายที่ปฏิเสธแนวคิดทุนนิยมและต้อง การเปลี่ยนความคิดของคนในสังคมให้มายอมรับแนวคิด Free Software มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยกลไกแบบไวรัสของ LGPL กล่าวคือซอฟต์แวร์ที่ใช้ไลบราลีที่มีลิขสิทธิ์แบบนี้จะมีผลทำให้ซอฟต์แวร์ นั้นมีลักษณะเป็น Free Software ไปด้วย ซึ่งเป็นการมองโลกในเชิงแบบอุดมการณ์
ในขณะที่ค่ายที่นิยมการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ Open Source มองโลกในเชิงนักปฏิบัตินิยม (Pragmatism) มากกว่า กล่าวคือไม่ปฏิเสธการปฏิสัมพันธ์กับระบบซอฟต์ แวร์แบบลิขสิทธิ์และสนับสนุนให้ใช้กลไกเชิงพาณิชย์เข้ามาร่วมส่งเสริมการใช้ งาน Open Source อย่างกว้างขวาง เพราะเชื่อว่าในที่สุดแล้ว ทั้ง Open Source และ ซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ก็จะต้องตัดสินกันด้วยคุณภาพและจะเป็นการแข่งขันและ check & balance กันเองด้วยซ้ำ ตอนหลังก็ยังคงมีการถกเถียงกันอยู่ครับ แต่ฝรั่งนี่ก็ดีอยู่อย่างที่เถียงก็เถียงกันไป แต่ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำงานของแต่ละคนไปด้วย ทางกลุ่ม Open Source ที่นำโดยนายเรย์มอนด์ก็ไปตั้งกลุ่มใหม่ครับ คือ Open Source Initiative (OSI) หรือโครงการส่งเสริมโอเพ่นซอร์ส มาเป็นคู่แข่งกับทาง FSF ของนายสตอลล์แมนไปซะเลย โดยที่ทาง OSI ได้ระบุว่าไม่เห็นมีความจำเป็นเลยที่จะต้องมากำหนดให้ซอฟต์แวร์ฟรีทุกอย่าง ต้องมาใช้สัญญาอนุญาตสิทธิ์แบบ GNU-GPL เพราะสัญญาอนุญาตสิทธิ์มีหลากหลาย เช่น BSD License, Apache Software License, MPL และ QPL เป็นต้น (ดูรายละเอียดได้ที่ โอเพนซอร์ส) ดังนั้นผู้คนจึงควรสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมกับโครงการนั้นๆ แต่ทาง FSF ก็ไม่ยอมและพยายามประชาสัมพันธ์ให้โครงการซอฟต์แวร์ฟรีนั้นหันมาใช้ GPL หรือ LGPL ตามแต่กรณีมากกว่า

ความ เป็นมาของ เรื่องราวเป็นอย่างนี้ผมคงต้องนำมาบันทึกไว้ให้พวกเราได้รับทราบ แต่สำหรับความเห็นส่วนตัวของผมนั้นผมคิดว่าทั้งสองฝ่ายนั้นไม่ผิดกันทั้งคู่ ถ้าจะมีผิดบ้างก็คือพยายามจะบังคับอีกฝ่ายให้ยอมรับความเห็นและมาตรฐานของตน เอง ทั้งที่สรุปแล้วในเมื่อเรื่องพวกนี้เป็นซอฟต์แวร์เสรีตั้งแต่แรก และไม่มีใครมาบังคับให้ต้องมาทำงานกับซอฟต์แวร์เสรี ผมจึงคิดว่าการบังคับให้เป็นลักษณะนั้นลักษณะนี้ จึงเป็นเรื่องที่จะเถียงกันไม่รู้จบ และที่สำคัญทั้งสองฝ่ายเถียงกันแต่ในกรอบของตัวเอง กล่าวคือฝ่าย OSI นั้นถกเถียงอยู่ในกรอบของ Collaboration ในขณะที่ทางฝ่าย FSF กลับถกเถียงอยู่ในกรอบของปรัชญาเรื่องเสรีภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งคู่เห็นว่าซอฟต์แวร์เสรีนั้นจะต้องมีทั้ง Collaboration และปรัชญาเสรีภาพ สุดแท้แต่ว่ากลุ่มใครจะเอาเรื่องไหนเป็นตัวนำเท่านั้นเอง แต่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าผลผลิตที่ได้คือ ซอฟต์แวร์ที่ออกมานั้นจะต้องเป็นของฟรี แต่สำหรับผมแล้ว กลับมองต่างกันออกไปครับ ผมกลับมองว่าทั้ง Collaboration และปรัชญาเสรีภาพ เป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งในการทำงานให้สำเร็จเท่านั้น และผลผลิตที่ได้ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องเป็นของฟรีอีกด้วย ผลลัพธ์สุดท้ายก็สุดแท้แต่ความต้องการและความพร้อมของคนในสังคมนั้นๆ ซึ่งจำเป็นจะต้องเรียนรู้และมีพัฒนาการกันอย่างต่อเนื่องกันไปมากกว่า

ข้อมูลจาก www.siamintelligence.com/

Kingston Solid state ไดร์ฟ SSDNow ซีรี่ส์ V+

Kingston อ้างว่าได้แก้ไขปัญหาการกระตุกของคอนโทรลเลอร์ตัวนี้ที่ทราบกันดีอยู่ เป็นโชคดีของคุณ ที่ผลการทดสอบของเราสนับสนุนการกล่าวอ้างดังกล่าว… การทดสอบไดร์ฟที่ระดับความเร็วสูงกว่าที่ได้กำหนดไว้ กำลังจะเป็นเรื่องธรรมดา เช่นเดียวกับการปรากฏตัวของดาวหางฮัลเลย์ ในขณะที่พระจันทร์บนฟ้าเป็นสีน้ำเงิน … Kingston ใช้เวลาและความพยายามไปมากกับ SSDNow ซีรี่ส์ V และก็ปรากฏผลให้เห็นจริง โดยทำงานหนักร่วมกับ JMicron และ Toshiba เพื่อคั้นคุณภาพออกจากคอนโทรลเลอร์จัดเก็บข้อมูล… สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ที่ต้องการประสิทธิภาพการทำงานเทียบเท่ากับ Velociraptor ในเรื่องความเงียบ ความสิ้นเปลืองพลังงาน ความทนทาน ไดร์ฟนี้ก็ไม่เป็นรองใครสำหรับราคา Kingston รุกคืบหน้าต่อไป และบรรจุทุกอย่างที่ผู้ใช้ต้องการ เพื่อเปลี่ยนถ่ายไปยังไดร์ฟตัวใหม่อย่างราบรื่น

Buffalo DriveStation Axis – HD-LBU2 สตอเรจดีไซน์สวยพร้อมความแรงไม่เป็นรองใคร

Buffalo DriveStation Axis – HD-LBU2 (P/N : HD-LB1.0TU2-A4, HD-LB1.5TU2-A4, HD-LB2.0TU2-A4) คือฮาร์ดไดร์ฟภายนอกที่ใช้งานได้อย่างง่ายดาย เพื่อให้คุณสามารถเพิ่มตัวสตอเรจสำหรับจัดเก็บข้อมูลให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ยูเอสบีพอร์ตได้ ตัวเครื่องได้รับการออกแบบมาให้มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ดึงดูดทุกสายตา อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนการจัดวางตัวเครื่องได้อย่างยืดหยุ่นทั้งในแนว ตั้งและในแนวนอน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ใช้สามารถจัดการกับพื้นที่การทำงานได้อย่างคุ้มค่าสูง สุด ตัวเครื่องมาพร้อมด้วยชุดเครื่องมือของบัฟฟาโล Buffalo Tools ซึ่งเป็นชุดเครื่องมือที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำ งานของเครื่องคอมพิวเตอร์และผู้ใช้งานเครื่องพีซีในระบบวินโดวส์ที่ชีวิตใน แต่ละวันผูกพันอยู่กับระบบดิจิตัล จากชุดเครื่องมือของบัฟฟาโลนี้ผู้ใช้งานสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายโอน ไฟล์ข้อมูลให้เพิ่มสูงขึ้นถึง 180% ได้โดยใช้คุณสมบัติของ TurboPC นอกจากนั้นยังช่วยประหยัดพลังงานและลดการใช้งานแบตเตอรี่ลงด้วยคุณสมบัติของ Eco Manager และคุณสมบัติ PC backup ที่สามารถใช้งาน Backup Utility ได้อย่างง่ายดาย จึงทำให้ฮาร์โไดร์ฟรุ่นนี้เป็นทางเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเพิ่มขยายสต อเรจและการแบ็คอัพข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์

จุดเด่นผลิตภัณฑ์

  • สามารถปรับตำแหน่งการจัดวางทั้งในแนวตั้งและแนวนอนได้อย่างยืดหยุ่นและสอดคล้องกับประโยชน์ใช้สอย
  • ฮาร์ดไดร์ฟได้รับการฟอร์แมทมาให้พร้อมใช้งานได้ทันที ไม่จำเป็นต้องฟอร์แมทหรือติดตั้งอะไรเพิ่มเติม
  • เชื่อมต่อเข้ากับ เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเพื่อเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลและความสามารถใน การแบ็คอัพเพลง ภาพถ่าย วิดีโอและไฟล์ข้อมูล
  • ใช้ชุดเครื่องมือของ บัฟฟาโลในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องพีซี และความสามารถในการถ่ายโอนข้อมูลและการแบ็คอัพข้อมูลดิจิตัลที่สำคัญ
  • ได้รับการออกแบบให้ไม่มีพัดลมระบายความร้อน เพื่อให้การทำงานที่เงียบ จึงเหมาะสำหรับการใช้งานภายในบ้าน ในศูนย์ข้อมูลและร้านเกมส์
  • คุณสมบัติของ TurboPC ช่วยเสริมประสิทธิภาพโดยรวมให้กับเครื่องพีซีในระบบปฏิบัติการวินโดวส์และ ยังช่วยเพิ่มอัตราเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลเพิ่มขึ้นถึง 180% เมื่อเทียบกับทำงานอยู่บนฮาร์ดไดร์ฟยูเอสบี 2.0
  • คุณสมบัติของ Backup Utility จะทำหน้าที่แบ็คอัพข้อมูลบนเครื่องพีซีของคุณโดยอัตโนมัติ
  • สามารถทำงานร่วมกับระบบ Time Machine ได้อย่างสมบูรณ์เพื่อแบ็คอัพข้อมูลบนเครื่องแมค

Dual personality port ของ hp คืออะไร

dual personality port สามารถเป็น

  • พอร์ต กิกะบิตแบบ  RJ-45 10/100/1000 (ตามมาตรฐาน IEEE 802.3 Type 10Base-T; IEEE 802.3u Type 100Base-TX; IEEE 802.3ab 1000Base-T Gigabit Ethernet)
  • หรือเป็นพอร์ตเปิด mini-GBIC slot (สำหรับใช้กับ GBIC transceivers).


จากภาพเป็นสวิทช์รุ่น hp procurve switch 1400-24G ซึ่งมี ทั้งหมด 24 พอร์ต โดยที่เป็นพอร์ติกิกะบิตแบบ rj45 ทั้ง 24 พอร์ต แต่ พอร์ตที่ 23 กับ 24 กับช่องสำหรับใส่ GBIC Tranceiver เป็น Dual personality port คือถ้าไม่มีการเสียบ GBIC Tranceiver ช่องที่ 23 กับ 24 ก็จะใช้เป็น กิกะบิตพอร์ตตามปกติ ถ้ามีการเสียบ GBIC Tranceiver ช่องที่ 23 กับ 24 ก็จะถูก disable ไปทันที

Emerson Liebert ITON 600 BX ปกป้องกำลังไฟและแบ็คอัพข้อมูลให้กับเครื่องพีซีของคุณ

Emerson Liebert ITON 600 BX (P/N: PS600-BX) สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานให้เข้าสู่โหมด sleep ได้โดยอัตโนมัติ ตัวเครื่องสามารถรองรับการใช้งานอย่างต่อเนื่องได้ในทันทีด้วยคุณสมบัติการ ชาร์จพลังไฟเข้าเครื่องได้อย่างรวดเร็ว และสามารถชาร์จไฟเข้าเครื่องได้แม้ว่าจะปิดการทำงานของเครื่องไปแล้วก็ตาม ควบคุมการทำงานของตัวเครื่องด้วยความอัจฉริยะของไมโครโปรเซสเซอร์ มาพร้อมด้วยเทคโนโลยี Smart AVR หรือระบบแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ ส่วนคุณสมบัติทางด้านความปลอดภัยขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต้องมี เพื่อให้ยูพีเอสทำงานได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพก็มีพร้อม คือ สัญญาณเตือนทั้งทางสายตาและทางเสียง ในกรณีที่ยูพีเอสกำลังจ่ายไฟจากแบตเตอรี่ หรือกำลังไฟจากแบตเตอรี่เหลือน้อย และในกรณีที่เกิดโอเวอร์โหลด ก็จะช่วยให้บันทึกไฟล์และปิดการทำงานของเครื่อง หรือแก้ไขสภาวะโอเวอร์โหลดได้ทันท่วงที

จุดเด่นผลิตภัณฑ์

  • สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานให้เข้าสู่โหมด sleep ได้โดยอัตโนมัติ
  • คุณสมบัติการชาร์จพลังไฟเข้าเครื่องได้อย่างรวดเร็ว
  • สามารถชาร์จไฟเข้าเครื่องได้แม้ว่าจะปิดการทำงานของเครื่องไปแล้วก็ตาม
  • ควบคุมการทำงานของตัวเครื่องด้วยความอัจฉริยะของไมโครโปรเซสเซอร์
  • เทคโนโลยี Smart AVR หรือระบบแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ